วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ถอดบทเรียนตลาดซินฟาตี้ถึงสมุทรสาคร

จากกรณีพบคลัสเตอร์ผู้ติดเชื้อโควิด-19 หลายร้อยคนในตลาดกลางกุ้ง จ.สมุทรสาคร ทำให้นึกถึงกรณีคล้ายกันที่ตลาด “ซินฟาตี้” ในกรุงปักกิ่งของจีน ซึ่งเคยเผชิญโควิด-19 ระบาดระลอกใหม่แบบกลุ่มก้อนเช่นกัน คำถามที่น่าสนใจคือ ปักกิ่งคลี่คลายสถานการณ์อย่างไร

ย้อนไปเมื่อเดือน มิ.ย.“โควิด-19”กลับมาระบาดในกรุงปักกิ่งอีกครั้งหลังจากแทบไม่พบผู้ติดเชื้อในท้องถิ่นเลย และครั้งนี้เกิดขึ้นในตลาดค้าส่ง“ซินฟาตี้”ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองหลวง ซึ่งมีแรงงานกว่า 1 หมื่นคนทำงานเกี่ยวกับการจัดจำหน่ายผักและผลไม้ 90% ในตลาด

เกิดกระแสความหวาดกลัวเพิ่มขึ้นทั่วเมือง เช่นเดียวกับยอดผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่เกือบ 400 รายในตลาดซินฟาตี้ในช่วงเวลา 1 เดือนแต่ภายใน 26 วัน ทางการปักกิ่งก็รายงานว่ายอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ในท้องถิ่นเป็น 0ซึ่งถือเป็นครั้งที่ 2 ในปีปฏิทินนี้ที่เมืองหลวงซึ่งมีประชากร 21 ล้านคนเอาชนะโควิด-19ได้สำเร็จ

การจัดการของที่จ.สมุทรสาครสามารถเรียนรู้ได้ ได้แก่

-ตรวจเชื้อเชิงรุก

ขณะนั้นรัฐบาลท้องถิ่นปักกิ่งใช้กลยุทธ์กักกันโรคที่ถูกเรียกว่า“การทำสงครามกับโควิด” ด้วยการตรวจเชื้อประชาชนเชิงรุกและการล็อกดาวน์เชิงยุทธศาสตร์

มีการตั้งจุดตรวจเชื้อโควิดหลายแห่งทั้งที่โรงพยาบาล ทางเข้าที่จอดรถ สนามกีฬาและศูนย์กลางชุมชนต่าง ๆ ขณะที่พนักงานซูเปอร์มาร์เก็ต ลูกจ้างร้านอาหาร และบุคลากรทางการแพทย์ เป็นกลุ่มที่ถูกกำหนดให้ต้องตรวจเชื้อโควิดทุกคน

ส่วนประชาชนทั่วไปที่เคยไปพื้นที่ใกล้เคียงกับตลาดซินฟาตี้ภายในช่วงเวลาที่มีการระบาดหรือช่วงที่ทางการมองว่ามีความเสี่ยง จะได้รับข้อความอัตโนมัติทางมือถือขอให้ไปตรวจหาเชื้อไวรัสโดยทันที

นอกจากนี้พลเมืองที่จะออกจากรุงปักกิ่งต้องมีผลตรวจเชื้อโควิด“เป็นลบ” ภายใน1 สัปดาห์ก่อนเดินทาง

จีนอาศัยการตรวจเชื้อประชาชนแบบเจาะกลุ่มเป้าหมายด้วยเวลาอันรวดเร็วเพื่อควบคุมการระบาดรอบใหม่ และเคยทำสถิติตรวจเชื้อแบบสว็อบ (Swab) ประชาชนรวดเดียว 1.1 ล้านคนภายในเวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์มาแล้ว

ทางการจีนเผยว่า ประเทศมีความสามารถในการตรวจเชื้อโควิดวันละ3.8 ล้านตัวอย่างทั่วประเทศซึ่งถือว่าเร็วที่สุดเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก

นอกจากนี้ จีนยังประสบความสำเร็จเรื่องความเร็วจากการใช้การทดสอบแบบกะ (batch testing) ซึ่งสามารถประเมินผลตรวจเชื้อหลายตัวอย่างได้ในครั้งเดียว

-การรับมือของตลาดสดต้นตอ

มาตรการล่าสุดเมื่อปลายเดือน พ.ย.ตลาดซินฟาตี้ประกาศระงับการจัดเก็บและจำหน่ายผลิตภัณฑ์แช่แข็งและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ หลังจากมีรายงานการติดโรคโควิด-19 ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์แช่แข็งนำเข้าในหลายเมืองและมณฑลของจีนในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

ตลาดซินฟาตี้ระบุว่า มีการโยกย้ายผลิตภัณฑ์แช่แข็งและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำทั้งหมดออกจากโกดังสินค้าแช่เย็นของตลาด ก่อนจะตัดไฟและดำเนินการฆ่าเชื้อโรคภายในโกดังดังกล่าว โดยมาตรการเหล่านี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อการค้าเนื้อหมูสด

ขณะเดียวกัน ฝ่ายบริหารตลาดได้ขึ้นทะเบียนและตรวจสอบโกดังและตู้แช่ผักผลไม้ทั้งหมดแล้ว

-ล็อกดาวน์เข้มบางจุด

ขณะที่ประเด็นการล็อกดาวน์ เนื่องจากกรุงปักกิ่งเป็นศูนย์กลางการเงินและการเมืองของจีน ทางการจึงไม่สั่งล็อกดาวน์ทั้งเมือง แต่พุ่งเป้าล็อกดาวน์เฉพาะโซนอพาร์ตเมนต์และที่พักซึ่งอยู่ใกล้เคียงตลาดซินฟาตี้

ในพื้นที่เหล่านี้ ทางการอนุญาตให้สมาชิกเพียงคนเดียวของแต่ละครัวเรือนออกไปซื้อของใช้จำเป็นได้ ขณะที่โรงเรียนและสถานบันเทิงใกล้เคียงตลาด ต่างถูกสั่งปิด

อย่างไรก็ตามมาตรการตอบสนองเหล่านี้จะสำเร็จได้ต้องได้รับความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่เช่นกันแม้ในกรณีปักกิ่งไม่ใช่ว่าทุกคนจะเต็มใจให้ความร่วมมือกับทางการ เพราะทำให้การใช้ชีวิตยากลำบากขึ้น แต่สุดท้ายก็สามารถฟันฝ่าจนผ่านมาได้ (อีกครั้ง)

แรงงานต่างด้าว: แพะรับบาป

กรณีล่าสุดของไทย สมุทรสาครเป็นแหล่งแรงงานข้ามชาติในอุตสาหกรรมประมง

ปรากฏการณ์โควิด-19 ในแรงงานข้ามชาติทำให้โลกจับตามองภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ประชาชนข้ามพรมแดนไปมาหาสู่กันได้ง่ายว่าจะมีวิธีการรับมือโควิด-19 โดยไม่ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจสะดุดได้อย่างไร

เว็บไซต์นิวยอร์กไทม์สรายงานว่า แรงงานข้ามชาติมีอยู่ทั่วโลก บ่อยครั้งเป็นคนไม่มีเอกสารแอบข้ามพรมแดนมาทำงาน ถึงตอนนี้หลายประเทศฉวยโอกาสกล่าวหาแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านว่าเป็นต้นเหตุทำให้โควิดระบาด

แรงงานผิดกฎหมายที่บ่อยครั้งอาศัยกันอยู่อย่างหนาแน่นเป็นที่น่ากังวลของทางการ เนื่องจากการลักลอบเข้ามาทำให้เมื่อเจ็บป่วยพวกเขาไม่ยอมไปหาหมอ ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงกระจายโรค

อันตรายของการมองข้ามแรงงามข้ามชาติ แม้แต่คนที่จดทะเบียนกับรัฐบาลอย่างถูกต้องเห็นได้ชัดกรณีสิงคโปร์ ที่โควิดแพร่อย่างรวดเร็วในบ้านพักคนงาน กลุ่มสิทธิแรงงานกล่าวว่า แม้สิงคโปร์มีการติดตามโรคอย่างละเอียด ช่วยควบคุมการระบาดไม่ให้แพร่ออกไปยังชุมชนอื่น แต่กลุ่มผู้ใช้แรงงานไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างใกล้ชิดจึงมีความเสี่ยงมากกว่ากลุ่มอื่น