เช็คชีพจรเศรษฐกิจไทย จะฟื้นตัวได้เร็วแค่ไหน จากวิกฤติ "โควิด-19" จากการะบาดของไวรัสโคโรน่า 2019
การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ต้นตอเกิดโรคโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงไทย ซึ่งเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (โออีซีดี) ได้ปรับลดคาดหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกลงอยู่ที่ 2.4% นับได้ว่า ต่ำที่สุดตั้งแต่เกิดวิกฤติการทางการเงินปี 2551
สำหรับไทย เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตจากปัจจัยด้านการท่องเที่ยว ซึ่งผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม และที่พักต่างก็พากันบาดเจ็บหนัก เพราะภาคการท่องเที่ยวเป็นเซคเตอร์แรกๆที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมและคัดกรองนักเดินทางต่างชาติที่ทั่วโลกกำหนดขึ้นมา เพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
เวิลด์แบงก์ได้แสดงสัดส่วนจีดีพีของภาคการท่องเที่ยวของไทย พร้อมคาดการณ์ว่า ตลาดไทยเที่ยวไทยในปี 2563 อาจหดตัวประมาณ 52.3% ขณะที่รายได้การท่องเที่ยวในประเทศจะมีมูลค่า 4.85 -5.45 แสนล้านบาท หรือหดตัวสูงถึง 55.1% จากปี 2562
ทั้งนี้ ตลาดท่องเที่ยวระดับบนจะเป็นกลุ่มที่ฟื้นตัวกลับมาได้เร็วกว่ากลุ่มอื่นๆ หากโรคโควิด-19 ไม่กลับมาระบาดอีกในช่วงเดือนที่เหลือของปี 2563
องค์การท่องเที่ยวแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นดับเบิลยูทีโอ) มองผลกระทบที่มีต่อจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวทั่วโลกทั้ง 217 แห่ง ยังมีข้อจำกัดด้านการเดินทาง โดยคาดว่า 72% ของแหล่งท่องเที่ยวทั่วโลกได้รับผลกระทบจากการปิดพรมแดนระหว่างประเทศ
เมื่อสำรวจผลกระทบต่อภาคธุรกิจของไทยที่เข้าไปลงทุนในประเทศของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบว่า “เวียดนาม” หนึ่งในเป้าหมายตลาดการลงทุนที่สำคัญของนักธุรกิจไทยในปัจจุบัน ได้รับผลกระทบในเชิงลบจากโควิด-19 ค่อนข้างรุนแรง ส่วนยอดการสั่งซื้อและขนส่งสินค้าลดลงตามลำดับ เนื่องจากอุปสงค์การผลิตเพื่อการส่งออกชะลอตัวลง โดยเฉพาะการส่งออกไปยังสหรัฐและสภาพยุโรป ขณะที่การซื้อสินค้าวัตถุดิบสำหรับผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคของไทยในประเทศเวียดนามลดลงเพียงเล็กน้อย
บรรดานักธุรกิจไทยต่างแสดงความกังวลเกี่ยวกับการเดินทางระหว่างไทยกับเวียดนาม ส่วนใหญ่กังขาถึงช่วงเวลาที่เวียดนามจะอนุญาตให้ชาวต่างชาติสามารถเดินทางเข้าประเทศได้
“ซีพี เวียดนาม เป็นโรงงานที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งอยู่ที่ จ.บินห์เฟือก ต้องเลื่อนเดินเครื่องจักรโรงงานแปรรูปไก่ออกไปจากปลายเดือน เม.ย. ไปเป็นเดือน ต.ค. 2563 เนื่องจากบริษัทเอาท์ซอร์สที่ดูแลเครื่องจักร ไม่สามารถส่งผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศไปปฏิบัติงานในเวียดนามได้” บริษัทซีพี เวียดนาม คอร์เปอเรชั่น กล่าว
ด้าน บริษัท ซีพี เบลเยียม เปิดเผยว่า ผลกระทบส่วนใหญ่เป็นเรื่องราคาสินค้า ปัจจุบันราคาอกไก่ในตลาดอียู ต่ำกว่าอกไก่นำเข้า ส่งผลให้ผู้ส่งออกของไทย ต้องปรับราคาลดลงเพื่อรักษาตลาดในอียู แต่สินค้าสัตว์ปีกแปรรูปของบริษัทซีพี เบลเยียมอาจไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากเป็นอาหารสูตรเฉพาะ เช่น ไก่เทริยากิ มีความแตกต่างจากสินค้าผลิตในยุโรป จึงทำให้สินค้าของซีพี เบลเยียม ยังคงได้รับความนิยมอยู่
ขณะที่ในเบลเยียม มีร้านอาหารไทยอยู่ 140 แห่ง ส่วนธุรกิจสปาและร้านนวดมีอยู่ประมาณ 40 แห่ง ในตอนนี้ไม่สามารถเปิดให้บริการได้ตามปกติ แต่ร้านอาหารไทยหลายแห่งได้ปรับตัวให้บริการแบบซื้อนำกลับบ้านหรือดิลิเวอรี่ ซึ่งก็พอเอาตัวรอดได้ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ แต่ผู้ประกอบการอาหารไทยที่ทำธุรกิจเคเทอริง และร้านค้าตามตลาดและออกร้านในเทศกาลอาหารไทย ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก และได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะไม่มีหน้าร้านจึงไม่สามารถให้บริการได้
แต่รัฐบาลเบลเยียมมีมาตรการให้เงินช่วยเหลือพนักงานและธุรกิจที่ต้องหยุดงานจากผลกระทบโควิด-19 เพราะผู้ประกอบการไทยเป็นผู้มีถิ่นพำนักระยะยาวในเบลเยียมทำให้สามารถเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ ทำให้ยังพอประคับประคองธุรกิจ
สำหรับธุรกิจร้านขายของชำของคนไทยในเบลเยียมมีอยู่ราว 10 แห่งและยังคงเปิดบริการได้ เนื่องจากถูกจัดอยู่ในประเภทซูเปอร์มาร์เก็ตและมินิมาร์ท ซึ่งรัฐบาลเบลเยียมอนุญาตให้เปิดได้ แต่ร้านของชำไทยบางแห่ง อย่างที่เมืองบรูจ ได้เริ่มปรับให้บริการแบบดิลิเวอรี่ เป็นการพลิกวิกฤติสร้างโอกาสให้กับธุรกิจไปได้ดีในช่วงระบาดโควิด-19
อย่างไรก็ดีเจ้าของร้านบางแห่งหยุดการนำเข้าผักและผลไม้สดจากไทย เพราะมีค่าใช้จ่ายสูง จากจำนวนเที่ยวบินที่ลดลง และรายได้จากการส่งออกให้กับร้านอาหารไทยก็ลดลงเช่นกัน เพราะร้านอาหารไทยยังปิดอยู่
หากผลกระทบจากการปิดเมืองเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ส่งผลบรรดาร้านค้าร้านอาหารของคนไทยทั้งในเบอร์ลินแฟรงเฟิร์ต มิวนิค และอีกหลายเมือง แต่ทุกร้านพยายามปรับกลยุทธ์เพื่อความอยู่รอดเช่นเดียวกับร้านอาหารไทยในประเทศอื่นๆ แต่หลังจากรัฐบาลเยอรมนีได้เริ่มผ่อนคลายบางมาตรการล็อกดาวน์เมื่อตั้งแต่วันที่ 27 เม.ย. ก็เริ่มทำให้บรรยากาศทางเศรษฐกิจในประเทศดีขึ้น
ขณะที่ธุรกิจไทยในเช็ก ที่เป็นร้านค้านำเข้าสินค้าจากไทยได้ชะลอการนำเข้า เนื่องจากขณะนี้ไม่สามารถเปิดขายสินค้าได้ตามปกติ ประกอบกับค่าเงินโครูนาเช็กเกิดอ่อนตัว ส่งผลให้การนำเข้าสินค้ามีต้นทุนสูงขึ้น แต่สำหรับนักธุรกิจไทยที่ส่งออกกลุ่มสินค้าอาหารไปยังเช็กได้รับผลกระทบในเชิงบวก เพราะมีการนำเข้าในอัตราที่เพิ่มขึ้นเพื่อกักตุนสินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “สินค้าข้าว” ที่มีปริมาณการนำเข้าสูงขึ้นถึง 10% ในขณะที่สินค้าอาหารทั่วไป เช่น ผักผลไม้ ซอสปรุง รสบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มีปริมาณการนำเข้าเพิ่มขึ้น 5-7%
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจไทยในลักเซมเบิร์ก พบว่า ร้านนวดมีประมาณ 10 แห่งไม่สามารถเปิดให้บริการได้ปกติ แต่รัฐบาลลักเซมเบิร์กมีมาตรการให้เงินช่วยเหลือพนักงานและธุรกิจที่ต้องหยุดงานจากผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้คนไทยกลุ่มนี้สามารถดูแลกิจการตัวเองได้ระยะหนึ่ง ก่อนที่รัฐบาลลักเซมเบิร์กผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ในกลางเดือน มิ.ย.นี้





