ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมกระเทียมในสหรัฐ เริ่มฟื้นตัว หลังสหรัฐปรับขึ้นภาษีนำเข้ากระเทียมจากจีน 377% จากการทุ่มตลาดของจีน เป็นผลพวงจากสงครามการค้า
เคน คริสโตเฟอร์ เจ้าของธุรกิจคริสโตเฟอร์ แรนช์ หนึ่งในอุตสาหกรรมผู้ผลิตกระเทียมมาหลายทศวรรษในรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่สร้างผลผลิตปีละ 45,000 ตันต่อปี เปิดเผยว่า หลังจากจีนและสหรัฐ มีข้อพิพาทการค้าระหว่างกัน ธุรกิจกระเทียมของเขาเติบโตขึ้นมาก เฉพาะยอดขายในปีนี้เติบโต 30% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยโรงงานของเขาสามารถจำหน่ายกระเทียมสดและแปรรูปอย่างละเท่าๆกัน
หลังจากรัฐบาลสหรัฐ ปรับขึ้นภาษีนำเข้ากระเทียมจากจีน 377% จากการทุ่มตลาดของจีน ทำให้ผู้ผลิตกระเทียมสหรัฐแข่งขันได้มากขึ้น เพราะแต่เดิมที่ไม่มีกำแพงภาษี ราคากระเทียมอเมริกันจะแพงกว่ากระเทียมจีนถึง 4 เท่า กล่าวคือ ราคากระเทียมจีนขายอยู่กล่องละ 15 ดอลลาร์ หรือประมาณ 450 บาท แต่เมื่อมีภาษีนำเข้าทำให้กระเทียมจีนมีราคาเพิ่มขึ้นเป็นกล่องละ 45-50 ดอลลาร์ หรือประมาณ 1,350-1,500 บาทต่อกล่อง ซึ่งเกือบเท่ากับกระเทียมอเมริกันที่ราคาปกติอยู่ที่กล่องละ 60 ดอลลาร์ หรือประมาณ 1,800 บาท
คริสโตเฟอร์ กล่าวอีกว่า ธุรกิจกระเทียมที่ผ่านมาไม่ได้สดใสอย่างที่เห็น ตั้งแต่จีนเริ่มทุ่มตลาดกระเทียมในสหรัฐ เป็นครั้งแรก เมื่อปี 2537 ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกกระเทียมในแคลิฟอร์เนียเชิงพาณิชย์ลดลงจากเดิมที่มีอยู่ถึง 12 ราย ลดเหลือเพียง 3 รายในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม แม้ฤดูเก็บเกี่ยวที่เลวร้ายและสงครามการค้าสหรัฐกับจีนจะซ้ำเติมเกษตรกรอเมริกันในภาพรวม ให้เผชิญกับหนี้เพิ่มสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 416,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ แต่มีเกษตรกรอเมริกันผู้ปลูกกระเทียม กลับได้รับประโยชน์จากข้อพิพาทการค้าระหว่าง 2 มหาอำนาจที่ยืดเยื้อมาร่วมปี





