วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ย้อนประวัติศาสตร์จาก ‘เดอะควีนส์ สปีช’

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร พระราชทานกระแสพระราชดำรัสเนื่องในวันคริสต์มาสเป็นประจำทุกปี โดยบันทึกเทปไว้ก่อนแล้วนำมาเผยแพร่ในวันคริสต์มาส ดังนั้นข่าวร่างพระราชดำรัสจึงถูกรายงานมาก่อนที่กระแสพระราชดำรัสจะได้รับการเผยแพร่ออกไป

คืนวันพุธ (25 ธ.ค.) ผู้เขียนกำลังนอนฟังวิทยุบีบีซีผ่านแอพพลิเคชัน ครั้นถึงเวลา 22.00 น. หรือ 15.00 น. ในกรุงลอนดอน ข่าวต้นชั่วโมงที่เคยมีกลายเป็นสุรเสียงของควีน ชัดเจน แจ่มแจ้ง ราวกับผู้เขียนร่วมชื่นชมพระบารมีอยู่ในอังกฤษฉันใดฉันนั้น 

พระราชดำรัสกล่าวถึงการครบรอบวาระสำคัญในปีที่ผ่านมา จิตวิญญาณแห่งความปรองดอง การรวมพลังของคนหนุ่มสาว ที่สะดุดหูผู้เขียนคือเหตุการณ์สำคัญในอดีตที่ยังส่งผลจนถึงวาระปัจจุบัน โดยในปี 2562 ที่ผ่านมานั้นเป็นวาระครบรอบ 50 ปี โครงการอะพอลโล 11 ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ ( นาซา ) ครบรอบ 75 ปี วันดีเดย์ ทหารสัมพันธมิตรยกพลขึ้นบกที่ชายฝั่งนอร์มังดีของฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 6 มิ.ย.2487 และวาระ 200 ปีชาตกาลของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย พระมารดาของพระปัยกา (ทวด) ของพระองค์เอง

ความตามพระราชดำรัสว่าด้วยทั้ง 3 เหตุการณ์ ระบุ 

“เมื่อยังเป็นเด็ก ข้าพเจ้าไม่เคยคิดเลยว่า วันหนึ่งมนุษย์จะไปเดินบนดวงจันทร์ ปีนี้เป็นปีฉลองครอบรอบ 50 ปี โครงการอะพอลโล 11 อันโด่งดัง ภาพประวัติศาสตร์เหล่านั้นถูกถ่ายทอดกลับมายังโลก พวกเราหลายล้านคนนั่งตะลึงงันอยู่หน้าทีวี ตอนที่เราเห็นนีล อาร์มสตรองเดินก้าวเล็กๆ ซึ่งเป็นก้าวย่างอันยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ รวมทั้งผู้หญิง สิ่งนี้เตือนใจพวกเราทุกคนว่า การก้าวกระโดดครั้งใหญ่เริ่มต้นด้วยก้าวย่างเล็กๆ เสมอ”

“ปีนี้เราได้เฉลิมฉลองเหตุการณ์สำคัญอีกเหตุการณ์หนึ่ง วันดีเดย์ 6 มิ.ย.2487 ทหารอังกฤษ แคนาดา และอเมริกันราว 156,000 นาย ยกพลขึ้นบกทางตอนเหนือของฝรั่งเศส เป็นการรุกรบทางทะเลครั้งใหญ่สุดเท่าที่เคยมี และถูกเลื่อนไปเพราะสภาพอากาศเลวร้าย ข้าพเจ้ายังจำได้ดีถึงความกังวลบนพระพักตร์ของสมเด็จพระราชบิดา พระองค์ทรงทราบแผนการลับวันดีเดย์ แต่แน่นอนว่าไม่สามารถแพร่งพรายให้ใครทราบได้”

“200 ปีนับจากวันที่พระมารดาของพระปัยกาของข้าพเจ้า สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียประสูติ เจ้าชายฟิลิปและข้าพเจ้ายินดียิ่งที่ได้ต้อนรับเหลนคนที่ 8 เข้ามาอยู่ในครอบครัว”

ไม่น่าเชื่อว่าเหตุการณ์ทั้ง 3 ร้อยรัดกันเป็นสายธารแห่งประวัติศาสตร์ที่ส่งผลถึงทุกวันนี้ สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย ทรงได้รับพระราชสมัญญานาม “สมเด็จย่าแห่งยุโรป” เนื่องด้วยทรงมีพระราชโอรสและพระราชธิดาถึง 9 พระองค์ อภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงเจ้าชายราชวงศ์อื่น มีพระทายาทสืบทอดทั่วยุโรป ว่ากันว่า สงครามโลกครั้งที่ 1 ก็คือสงครามระหว่างพระนัดดาของควีนวิกตอเรีย ได้แก่ พระเจ้าจอร์จที่ 5 แห่งอังกฤษที่พูดภาษาบ้านๆ คือ หลานย่า ไกเซอร์วิลเฮล์มที่ 2 แห่งเยอรมนี ผู้เป็นหลานยาย และซาร์นิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซีย หลานเขย 

สงครามโลกครั้งที่ 1 จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของฝ่ายไตรภาคี (เยอรมนี ออสเตรีย-ฮังการี อิตาลี) เยอรมนีถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อสงคราม ต้องชดใช้ค่าปฏิกรรมสงครามจำนวนมากและถูกควบคุมการทหารอย่างเข้มงวด ความไม่เป็นธรรมที่เยอรมนีประสบประกอบกับหลายๆ ปัจจัย เป็นชนวนให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เยอรมนียังเป็นผู้ร้ายในสายตาชาวโลกเหมือนเดิม 

สงครามครั้งนี้ทำให้ยุโรปซึ่งเป็นสมรภูมิรบเสียหายยับเยิน จริงๆ แล้วยุโรปก็ไม่เคยสงบมีการรบราฆ่าฟันกันโดยตลอด แต่เมื่อเกิดสงครามโลกจนยุโรปย่อยยับ สิ้นสุดสงคราม 6 ชาติยุโรป ได้แก่ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม และลักเซมเบิร์ก ร่วมกันก่อตั้งประชาคมถ่านหินและเหล็กกล้า จุดประสงค์อย่างหนึ่งคือต้องการควบคุมวัตถุดิบสำคัญไม่ให้เยอรมนีนำไปใช้ก่อสงครามได้อีก 

จากประชาคมถ่านหินและเหล็กกล้า พัฒนามาเป็นประชาคมเศรษฐกิจยุโรป ประชาคมยุโรป และสหภาพยุโรป (อียู) ในที่สุด แต่เมื่อปี 2559 ชาวอังกฤษลงประชามติออกจากการเป็นสมาชิกอียู (เบร็กซิท) กระบวนการทำข้อตกลงเพื่อกำหนดความสัมพันธ์ใหม่ยืดเยื้อมานานหลายปี เบร็กซิทถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเศรษฐกิจครั้งใหญ่สุดของอังกฤษนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม ชะตากรรมเบร็กซิทชัดเจนแล้ว เมื่อพรรคอนุรักษนิยมของนายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ชนะเลือกตั้งเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. อย่างถล่มทลาย เปิดทางให้เขาเดินหน้าเบร็กซิทภายในวันที่ 31 ม.ค.2563 ได้ตามแผน 

ส่วนเรื่องการส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์นี่ก็ย้อนรอยไปถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดได้เช่นเดียวกัน กล่าวคือสหรัฐและสหภาพโซเวียตที่เคยอยู่ฝ่ายเดียวกันตอนสงคราม เกิดไม่ลงรอยกันในเรื่องอุดมการณ์ทางการเมือง (คอมมิวนิสต์กับโลกเสรี) จึงต้องสู้รบกันทุกรูปแบบไม่ว่าสงครามจิตวิทยาหรือสงครามตัวแทน ยกเว้นเจ้าตัวทำสงครามกันจริงๆ การแข่งขันกันด้านอวกาศก็เป็นส่วนหนึี่งของสงครามเย็น

วันที่ 4 ต.ค.2500 สหภาพโซเวียตประสบความสำเร็จในการส่งดาวเทียมดวงแรกของโลกชื่อ “สปุตนิก 1” (Sputnik 1) ขึ้นไปโคจรรอบโลก ถือเป็นจุดเริ่มต้นยุคอวกาศ หลังจากนั้นไม่กี่เดือนสหรัฐก็พัฒนาโครงการดาวเทียมของตนเองบ้าง แต่จุดพีคสุดน่าจะเป็นตอนที่นีล อาร์มสตรองของสหรัฐไปเหยียบดวงจันทร์ 

ระยะหลังสหรัฐรามือจากภารกิจเยือนดวงจันทร์ไปนานมาก จนกระทั่ง ธ.ค.2560 ประธานาธิบดีทรัมป์ ลงนามคำสั่งนโยบายพิเศษให้นาซาส่งนักบินอวกาศกลับขึ้นไปปฏิบัติภารกิจบนดวงจันทร์อีกครั้งหนึ่ง พร้อมเดินหน้าสำรวจดาวอังคารในอนาคต 

ปี 2562 เป็นปีที่ข่าวคราวสำรวจดวงจันทร์คึกคัก หลายประเทศมีเป้าหมายเดินทางไปที่นั่นทั้งจีน อินเดีย อิสราเอล ญี่ปุ่น และเมื่อจีนตื่นตัวสหรัฐก็น่าจะยอมไม่ได้ ความขัดแย้งระหว่างสองมหาอำนาจยุคใหม่ขยายวงไปแทบทุกด้าน ราวกับว่าสงครามเย็นจะกลับมาอีกครั้ง เมื่อเหตุการณ์ในโลกหมุนวนกันเช่นนี้ ก็ต้องอดใจกันไปอีก 1 ปีว่าพระราชดำรัสคริสต์มาสปีหน้า ควีนจะรับสั่งถึงเรื่องใด โลกจะหมุนกลับไปที่จุดไหน