ได้แรงหนุนจากความคืบหน้าในการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีน รวมทั้งการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ ช่วยบรรเทาแรงกดดันจากตัวเลขภาคการผลิตที่ซบเซาของสหรัฐ
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปรับตัวขึ้น 110.32 จุดหรือ 0.43% ปิดที่ 26,026.32 จุด ดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 19.2 จุดหรือ 0.69 % ปิดที่ 2,803.69 จุด และดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 62.82 จุดหรือ 0.83% ปิดที่ 7,595.35 จุด
ไอเอชเอส มาร์กิต ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงิน เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (พีเอ็มไอ) สำหรับภาคการผลิตของสหรัฐ ปรับตัวลงสู่ระดับ 53.0 ในเดือนก.พ. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนส.ค.2560 จากระดับ 54.9 ในเดือนม.ค. แต่ดัชนีพีเอ็มไอ ยังคงอยู่สูงกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ว่าภาคการผลิตยังคงมีการขยายตัว
รายงานของมาร์กิตสอดคล้องกับผลสำรวจของสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ไอเอสเอ็ม) ซึ่งระบุว่า ดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐร่วงลงสู่ระดับ 54.2 ในเดือนก.พ. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย.2559 โดยต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 55.5 หลังจากแตะระดับ 56.6 ในเดือนม.ค.ซึ่งการปรับตัวลงของดัชนีไอเอสเอ็ม ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของคำสั่งซื้อใหม่, การผลิต, การจ้างงาน และราคา
ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทพุ่งขึ้นอย่างมากในเดือนก.พ. โดยดัชนีเอสแอนด์พี 500 ทะยานขึ้นมากกว่า 11% นับตั้งแต่ต้นปี ถือเป็นการปรับตัวดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 2534 ขณะที่ได้แรงหนุนจากความคืบหน้าในการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีน รวมทั้งการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐ กำลังจัดเตรียมข้อตกลงการค้าสำหรับการลงนามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิงในช่วงกลางเดือนนี้
นอกจากนี้ ตลาดยังได้ปัจจัยบวกจากการที่นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างอินเดียและปากีสถาน โดยกรมการบินพาณิชย์ของปากีสถาน (ซีเอเอ) ประกาศเปิดน่านฟ้าบางส่วนในวันนี้ หลังสถานการณ์ความตึงเครียดกับอินเดียเริ่มคลี่คลาย





