วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ราคาทองฟิวเจอร์ร่วง1.80 ดอลล์

จากปัจจัยดอลล์แข็งแม้ได้แรงหนุนจากสงครามการค้า

ราคาทองฟิวเจอร์ ปิดตลาดวันจันทร์ (25มิ.ย.)ตามเวลาสหรัฐ ร่วงลงโดยหลุดระดับ 1,270 ดอลลาร์ เพราะได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของดอลลาร์ แม้ว่าราคาทองยังได้แรงหนุนจากความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐและประเทศคู่ค้า

สัญญาทองคำตลาดโคเม็กซ์ ส่งมอบเดือนส.ค. ซึ่งมีการซื้อขายทางระบบอิเลกทรอนิกส์ ร่วงลง 1.80 ดอลลาร์ ปิดตลาดที่ราคา 1,268.90 ดอลลาร์/ออนซ์

ดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น จะลดความน่าดึงดูดของทอง โดยทำให้สัญญาทองมีราคาแพงขึ้นสำหรับผู้ถือครองเงินสกุลอื่น เมื่อเวลา 18.14 น.ตามเวลาไทยของวันจันทร์  ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน บวก 0.02% สู่ระดับ 94.54 หลังจากดีดตัวแตะ 95.529 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนก.ค.ปีที่แล้ว

นายสตีเวน มนูชิน รมว.คลังสหรัฐ ทวีตข้อความว่า สหรัฐเตรียมออกแถลงการณ์จำกัดการลงทุนต่อทุกประเทศทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะจีน หากพบว่าประเทศใดละเมิดสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาต่อสินค้าด้านเทคโนโลยีของสหรัฐ

“ในนามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผมขอชี้แจงว่า ข่าวเกี่ยวกับการที่สหรัฐจะจำกัดการลงทุนของจีนที่ปรากฎในสำนักข่าวบลูมเบิร์ก และหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัล ถือเป็นข่าวลวง โดยคนปล่อยข่าวอาจจะไม่มีอยู่จริง หรือไม่รู้เรื่องนี้มากนัก และทางกระทรวงจะออกแถลงการณ์ที่ไม่ระบุโดยตรงถึงจีนเท่านั้น แต่จะเป็นแถลงการณ์ต่อทุกประเทศที่กำลังพยายามขโมยเทคโนโลยีของเรา” ข้อความในทวิตเตอร์ระบุ

หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัล รายงานวานนี้ว่า ปธน.ทรัมป์วางแผนที่จะห้ามบริษัทของจีนเข้าลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยีของสหรัฐ และจะห้ามบริษัทสหรัฐส่งออกเทคโนโลยีให้กับจีน โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคง

วอลล์สตรีท เจอร์นัล รายงานว่า กระทรวงการคลังสหรัฐกำลังร่างกฎหมายดังกล่าวเพื่อห้ามไม่ให้บริษัทที่มีชาวจีนถือหุ้นอยู่อย่างน้อย 25% เข้าซื้อบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีที่มีความสำคัญในภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐ นอกจากนี้ สภาความมั่นคงแห่งชาติและกระทรวงพาณิชย์ยังได้ร่วมกันจัดทำแผนเพื่อควบคุมการส่งออกให้เข้มงวดขึ้นเพื่อป้องกันการส่งออกเทคโนโลยีที่มีความสำคัญในภาคอุตสาหกรรมไปยังจีน

วอลล์สตรีท เจอร์นัล ระบุว่า สหรัฐเตรียมประกาศมาตรการดังกล่าวภายในสัปดาห์นี้ เพื่อตอบโต้นโยบาย“เมดอินไชน่า 2025” ของจีนที่ต้องการก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับโลกในด้านเทคโนโลยี