ผลพวงจากสถานการณ์ไม่แน่นอนทางด้านภูมิศาสตร์การเมืองที่เพิ่มสูงขึ้น หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน
ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.89 จุด ปิดที่ 24,360.21 จุด จากแรงหนุนของราคาหุ้นเจ.พี มอร์แกน เชสที่สดใสเกินคาด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปรับตัวร่วงลงไป 2.5% ปิดตลาดที่ 2,671.92 จุด และดัชนีแนสแด็ก ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ปิดตลาดที่ 7,266.90 จุด
ทั้งนี้ ภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กเป็นไปอย่างผันผวน หลังจากปธน.ทรัมป์ได้แถลงที่ทำเนียบขาวเมื่อวานนี้ตามเวลาสหรัฐว่า สหรัฐจะถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ลงนามในปี 2558 ระหว่างอิหร่าน และกลุ่มประเทศ P5+1 ได้แก่ จีน รัสเซีย อังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐ และเยอรมนี
ปธน.ทรัมป์ แถลงที่ทำเนียบขาวและมีการถ่ายทอดสดว่า เขาจะใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่รุนแรงต่ออิหร่านอีกครั้ง พร้อมกับย้ำว่า ข้อตกลงนิวเคลียร์ที่อิหร่านทำร่วมกับกลุ่มประเทศ P5+1 นั้น ไม่สามารถทำให้อิหร่านยุติการพัฒนาอาวุธนิเคลียร์หรือการสนับสนุนผู้ก่อการร้ายในภูมิภาคได้
“นี่เป็นข้อตกลงที่น่ารังเกียจและกระทำขึ้นเพียงฝ่ายเดียว อันที่จริง ข้อตกลงนี้ไม่ควรเกิดขึ้นด้วยซ้ำ เพราะเราไม่สามารถทำให้อิหร่านยุติการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้เลย แก่นสารของข้อตกลงฉบับนี้มีความบกพร่องอย่างมาก” ปธน.ทรัมป์แถลงที่ทำเนียบขาว
อย่างไรก็ตาม ปธน.ทรัมป์ไม่ได้ระบุช่วงเวลาอย่างเจาะจงในการใช้มาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่ต่ออิหร่าน และไม่ได้ระบุขนาดความรุนแรงของมาตรการคว่ำบาตรในครั้งนี้เช่นกัน
หุ้นซิตี้กรุ๊ป ดีดตัวขึ้น 3.7% หลังจากวอลล์สตรีท เจอร์นัล รายงานว่า นักลงทุนรายใหญ่ได้เข้าซื้อหุ้นในซิตี้กรุ๊ปเป็นวงเงินสูงถึง 1.2 พันล้านดอลลาร์ ส่วนหุ้นทเวนตี้ เฟิร์สท์ เซ็นจูรี ฟ็อกซ์ ปรับตัวลง 0.1% หลังจากมีรายงานว่า คอมแคสต์ คอร์ป เตรียมยื่นข้อเสนอในวงเงินสูงกว่าที่วอลท์ ดิสนีย์ เสนอไว้ที่ 5.24 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อซื้อสินทรัพย์ของฟ็อกซ์ อย่างไรก็ตาม ข่าวดังกล่าวได้ฉุดหุ้นคอมแคสต์ ร่วงลง 5.5%





