ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์ก ปิดตลาดวันอังคาร (1พ.ค.)ปรับตัวลดลง ขณะนักลงทุนระมัดระวังการซื้อขายก่อนรู้ผลการประชุมระยะเวลา 2 วันของธนาคารกลางสหรัฐที่จะเริ่มต้นขึ้นในวันนี้ ขณะที่ตลาดยังคงติดตามสถานการณ์ด้านการค้าอย่างใกล้ชิดด้วยเช่นกัน
ดัชนีดาวโจนส์ ปรับตัวลง 64.1 จุดหรือ 0.27% ปิดที่ 24,099.05 จุด ดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 6.75 จุดหรือ 0.25% ปิดที่ 2,654.8 จุดและดัชนีแนสแด็ก บวก 64.44 จุดหรือ 0.91% ปิดที่ 7,130.70 จุด
นักลงทุนจับตาการประชุมนโยบายการเงินของเฟดในวันที่ 1-2 พ.ค.นี้ ท่ามกลางการคาดการณ์ว่า เฟดจะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ และจะปรับขึ้นในการประชุมเดือนมิ.ย.
ขณะที่ผลสำรวจของสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ไอเอสเอ็ม) ระบุว่า ดัชนีภาคการผลิตของไอเอสเอ็ม ลดลงสู่ระดับ 57.3 ในเดือนเม.ย. จากระดับ 59.3 ในเดือนมี.ค. ลดลงมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าดัชนีจะปรับตัวลงสู่ระดับ 58.4
แม้ดัชนีอยู่เหนือระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ว่า ภาคการผลิตของสหรัฐยังคงมีการขยายตัว แต่ก็เป็นการขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง โดยดัชนีเดือนเม.ย.ลดลงแตะระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.ค.ปีที่แล้ว
ขณะที่ดัชนีราคาปรับตัวขึ้นเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน จาก 78.1 มาอยู่ที่ 79.3 ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย. 2554 ส่งสัญญาณว่าเงินเฟ้อกำลังปรับตัวสูงขึ้น
รายงานระบุว่า นโยบายเศรษฐกิจและการค้าของรัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของปธน.ทรัมป์นั้น สร้างทั้งแรงหนุนและแรงกดดันต่อภาคการผลิต โดยคาดว่าการลดภาษีจะช่วยกระตุ้นความต้องการในประเทศ ขณะที่ต้นทุนวัสดุกำลังปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการเพิ่มอัตราการเก็บภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียม นอกจากนี้ ราคาพลังงานก็ปรับตัวอยู่ในช่วงขาขึ้นเช่นกัน
ขณะเดียวกัน มาตรการการเก็บภาษีสินค้านำเข้าของสหรัฐกลับมาเป็นที่สนใจของตลาดอีกครั้ง โดยทำเนียบขาวประกาศว่า รัฐบาลสหรัฐจะขยายเวลาการยกเว้นภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียมจากกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) แคนาดา และเม็กซิโก ออกไปจนถึงวันที่ 1 มิ.ย.นี้ โดยมีเป้าหมายที่จะให้เวลา 30 วันสุดท้ายแก่ประเทศเหล่านี้ ในการบรรลุข้อตกลงการเจรจาด้านการค้ากับสหรัฐ
ส่วนประเด็นขัดแย้งทางด้านการค้ากับจีน ทำเนียบขาวเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐและจีนจะจัดการเจรจาร่วมกันเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งจะเริ่มในวันพฤหัสบดีนี้ ที่กรุงปักกิ่ง โดย
เจ้าหน้าที่สหรัฐที่เดินทางไปร่วมเจรจากับจีนในครั้งนี้ รวมถึงนายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลัง นายโรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ (ยูเอสทีอาร์) และนายวิลเบอร์ รอสส์ รัฐมนตรีพาณิชย์
ทั้งนี้ นายมนูชินให้สัมภาษณ์ว่า สหรัฐวางแผนที่จะหยิบยกประเด็นที่สหรัฐขาดดุลการค้ากับจีน รวมทั้งประเด็นสิทธิทางปัญญา และการร่วมทุน ขึ้นมาพูดคุยในระหว่างการเจรจาทั้ง 2 วันนี้ และเขายังคงมีมุมมองที่เป็นบวกต่อการเจรจาในครั้งนี้ ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องการให้การค้าระหว่างจีนและสหรัฐเป็นไปอย่างเสรี มีความยุติธรรม และเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน




