ดัชนีดาวโจนส์ ปิดตลาดวันพฤหัสบดี (1ก.พ.)ตามเวลาท้องถิ่น ปรับตัวขึ้น หลังจากดิ่งลงอย่างมากในการซื้อขายช่วงแรก โดยได้แรงหนุนจากการทะยานขึ้นของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี รวมทั้ง เฟซบุ๊ค หลังเปิดเผยผลประกอบการที่สดใส
ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปรับตัวขึ้น 37.32 จุดหรือ 0.14 % ปิดที่ 26,186.71 จุด ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลบ 1.83 จุดหรือ 0.06% ปิดที่ 2,821.98 จุดและดัชนีแนสแด็ก ปรับตัวลง 25.62 จุดหรือ 0.35% ปิดที่ 7,385.86 จุด
ทั้งนี้ หุ้นกลุ่มการเงิน และพลังงานพุ่งขึ้นนำตลาดในวันนี้ โดยดัชนีดาวโจนส์ทะยานขึ้น 5.6% ในเดือนม.ค. โดยเป็นการปรับตัวขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค.2559
อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นถูกกดดันในช่วงแรก เนื่องจากนักลงทุนมีความวิตกว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดไว้ในปีนี้ หลังจากที่เฟด ส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนมี.ค. โดยระบุในแถลงการณ์หลังการประชุมวานนี้ว่า เฟดคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะดีดตัวขึ้นในปีนี้
แต่การที่ราคาหุ้นเฟซบุ๊คพุ่งขึ้น 4% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในวันนี้ เป็นปัจจัยบวกต่อตลาด โดยเฟซบุ๊ค เปิดเผยผลประกอบการที่ดีกว่าคาดในไตรมาส 4 มีกำไร 2.21 ดอลลาร์/หุ้น สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 1.95 ดอลลาร์/หุ้น
นอกจากนี้ บริษัทรายงานรายได้ที่ระดับ 1.297 หมื่นล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.255 หมื่นล้านดอลลาร์
ด้านไมโครซอฟท์ อิงค์ เปิดเผยผลประกอบการที่ดีกว่าคาดในไตรมาสที่สิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. ซึ่งเป็นไตรมาสที่ 2 ในปีงบดุลบัญชีของบริษัท โดยระบุว่ามีกำไร 96 เซนต์/หุ้น สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 86 เซนต์/หุ้น
นอกจากนี้ บริษัทยังรายงานรายได้ที่ระดับ 2.892 หมื่นล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 2.840 หมื่นล้านดอลลาร์
ขณะเดียวกัน กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลง 1,000 ราย สู่ระดับ 230,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว สวนทางนักวิเคราะห์ที่คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 238,000 ราย
ตัวเลขผู้ที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกยังคงอยู่ต่ำกว่า 300,000 ราย เป็นสัปดาห์ที่ 152 ติดต่อกัน ซึ่งยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2513





