ดัชนีดาวโจนส์ ปิดตลาดวันอังคาร (30 ม.ค.)ตามเวลาท้องถิ่น ทรุดตัวลงกว่า 300 จุด ร่วงลงต่อเนื่องจากที่ดิ่งลงแรงเมื่อวันจันทร์ ขณะที่นักลงทุนกังวลเกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หลังการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ
ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปรับตัวลง 362.59 จุดหรือ 1.37% ปิดที่ 26,076.89 จุด ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ร่วงลง 31.1 จุดหรือ 1.09% ปิดที่ 2,822.43 จุดและดัชนีแนสแด็ก ร่วงลง 64.02 จุดหรือ 0.86% ปิดที่ 7,402.48 จุด
ทั้งนี้ ดัชนีดาวโจนส์มีแนวโน้มทำสถิติทรุดตัวลงมากที่สุดภายในวันเดียวนับตั้งแต่เดือนมิ.ย.2559 ซึ่งขณะนั้น ดัชนีดาวโจนส์ดิ่งลงถึง 610 จุด
ขณะที่หุ้นกลุ่มธุรกิจดูแลสุขภาพดิ่งลงนำตลาดวันนี้ โดยหุ้นยูไนเต็ดเฮลท์ร่วงลงมากที่สุด เพราะได้รับผลกระทบจากข่าวที่ว่า บริษัทอเมซอน เจพีมอร์แกน เชส และเบิร์กไชร์ แฮธะเวย์ประกาศแผนจับมือกันตั้งบริษัทแห่งใหม่ขึ้นมา ซึ่งจะไม่มุ่งเน้นการแสวงหาผลกำไร แต่จะส่งเสริมสุขภาพของพนักงาน ด้วยการลดรายจ่ายด้านการรักษาสุขภาพ
นอกจากนี้ ตลาดหุ้น ยังได้รับแรงกดดันจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยที่พุ่งขึ้น หลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลประเภทอายุ 10 ปี ยังคงดีดตัวขึ้นในวันนี้ แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2557
ทั้งนี้ การดีดตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรส่งผลให้นักลงทุนวิตกว่า เฟด จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดไว้ ซึ่งปัจจัยที่ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐปรับตัวสูงขึ้นนั้น มาจากจากการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีการขยายตัวที่แข็งแกร่ง และเงินเฟ้อจะดีดตัวขึ้น
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า การที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรประเภทอายุ 10 ปี พุ่งทะลุระดับ 2.7% เมื่อคืนนี้ จะเป็นการปูทางไปสู่ระดับ 2.8% ต่อไป ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรประเภทอายุ 30 ปี มีแนวโน้มดีดตัวสู่ระดับ 3.0%
ตลาดการเงินได้เพิ่มการคาดการณ์ที่ว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 4 ครั้งในปีนี้ โดยซีเอ็มอี กรุ๊ป ระบุว่า จากการใช้เครื่องมือเฟดวอทช์ วิเคราะห์ภาวะการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ พบว่า นักลงทุนคาดการณ์ว่ามีโอกาส 26% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 4 ครั้งในปีนี้ โดยเพิ่มขึ้นจากระดับ 23% ในวันศุกร์ และ 10% ในเดือนที่แล้ว





