นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มที่แคนาดาจะเพิ่มการผลิตน้ำมันดิบ จากปัจจุบันที่ระดับ 4.2 ล้านบาร์เรล/วัน ขณะที่มีการลงทุนด้านการขุดเจาะน้ำมันจากชั้นหินดินดาน (shale oil) มากขึ้น
สัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้าเวสต์เท็กซัส ปิดตลาดวันจันทร์ (29ม.ค.)ตามเวลาท้องถิ่น ปรับตัวร่วงลงเกือบ 1% จากความกังวลเกี่ยวกับการผลิตน้ำมันที่เพิ่มขึ้นของสหรัฐ ซึ่งจะบั่นทอนความพยายามในการปรับลดกำลังการผลิตของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอปเก) และรัสเซีย
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ส่งมอบเดือนมี.ค. ซึ่งมีการซื้อขายทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ตลาดไนเม็กซ์ ลดลง 58 เซนต์ หรือเกือบ 1% ปิดตลาดที่ 65.43 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ปรับตัวลง 1.21 ดอลลาร์ หรือ 1.7% ปิดตลาดที่ราคา 69.31 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
เบเกอร์ ฮิวจ์ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการขุดเจาะน้ำมันของสหรัฐ เปิดเผยว่า แท่นขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐที่มีการใช้งาน มีจำนวนเพิ่มขึ้น 12 แท่น สู่ระดับ 759 แท่นในสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นจำนวนมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.ย.ปีที่แล้ว และเป็นการเพิ่มขึ้นรายสัปดาห์มากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค.ปีที่แล้ว โดยได้แรงหนุนจากการที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นสูงสุดในรอบ 3 ปี
นอกจากนี้ แท่นขุดเจาะน้ำมันยังมีจำนวนมากกว่าระดับ 566 แท่นในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
สำนักงานพลังงานสากล (ไออีเอ) ระบุว่า สหรัฐ มีแนวโน้มครองอันดับประเทศที่ผลิตน้ำมันมากที่สุดในโลกในปีนี้ โดยแซงหน้ารัสเซีย ขณะที่สหรัฐสามารถผลิตน้ำมันเทียบเท่ากับซาอุดิอาระเบียแล้ว ที่ระดับ 9.9 ล้านบาร์เรล/วัน
ปัจจุบัน รัสเซียเป็นประเทศที่ผลิตน้ำมันมากที่สุดในโลก
ด้านไออีเอ ระบุว่า ขณะนี้สหรัฐผลิตน้ำมัน 9.9 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 50 ปี โดยได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น ซึ่งสร้างแรงจูงใจสำหรับผู้ผลิตน้ำมันจากชั้นหินดินดาน (shale oil) หลังจากที่ได้ลดกำลังการผลิตลงในช่วงที่ราคาน้ำมันตกต่ำ
ไออีเอ คาดการณ์ว่า สหรัฐจะเพิ่มกำลังการผลิตสู่ระดับสูงกว่า 10 ล้านบาร์เรล/วันในปีนี้ หากรัสเซีย และซาอุดิอาระเบียยังคงปรับลดกำลังการผลิตถึงสิ้นปีนี้ตามข้อตกลงที่ทำไว้ระหว่างโอเปก และประเทศนอกกลุ่มโอเปก
นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มที่แคนาดาจะเพิ่มการผลิตน้ำมันดิบ จากปัจจุบันที่ระดับ 4.2 ล้านบาร์เรล/วัน ขณะที่มีการลงทุนด้านการขุดเจาะน้ำมันจากชั้นหินดินดาน (shale oil) มากขึ้น





