ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุนองเลือดในรัฐยะไข่ของเมียนมาเพิ่มเป็น 400 ราย
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ยังคงเดินหน้าโจมตีด่านตำรวจหลายแห่งในเมืองหม่องดอว์ รัฐยะไข่ ทางตอนเหนือของเมียนมา ตลอดช่วงวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (27 ส.ค.) รวมถึงการเผาบ้านเรือนเพื่อเพิ่มความรุนแรงมากยิ่งขึ้น
ผู้ก่อความไม่สงบราวหลายร้อยคน ก่อเหตุรุนแรงในแต่ละครั้งด้วยการวางระเบิด เผาหมู่บ้าน และโจมตีด่านตำรวจ ซึ่งรวมถึงด่านตำรวจในเขตงายันชวง เขตมินขะมอง เขตเยียงชุงวา เขตตวงเพียว-เลเตว เขตนวายอนตอง และเขตจอคลาการ์ ในเมืองหม่องดอว์ ตลอดจนใช้ระเบิดที่ทำขึ้นเอง หอกและดาบ โดยได้ปิดล้อมหมู่บ้านและด่านตำรวจบางแห่งและโจมตีเพื่อให้ตำรวจถอนกำลัง ส่งผลให้มีเจ้าหน้าที่สูญหาย 1 ราย
ขณะที่นางนิกกี เฮลีย์ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เรียกร้องให้รัฐบาลพลเรือนเมียนมา และกองทัพเมียนมาปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด เพื่อเลี่ยงโจมตีพลเรือนผู้บริสุทธิ์และเจ้าหน้าที่ขององค์กรระหว่างประเทศ พร้อมประณามกองทัพกอบกู้โรฮิงญาแห่งอาระกัน (อาร์ซา) ว่าเป็นผู้ก่อเหตุรุนแรงและนองเลือดครั้งใหม่ในรัฐยะไข่
ด้านนางชีค ฮาสินา นายกรัฐมนตรีของบังกลาเทศ เรียกร้องให้รัฐบาลวอชิงตันเพิ่มแรงกดดันต่อเมียนมา เพื่อยับยั้งคลื่นผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาระลอกใหม่เกือบ 50,000 คน ซึ่งพยายามเดินเท้าข้ามแม่น้ำนาฟ ที่เป็นพรมแดนธรรมชาติระหว่างบังกลาเทศกับเมียนมา เพื่อหลบหนีความุรนแรงจากการสู้รบที่ยืดเยื้อมานานกว่า 1 สัปดาห์ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 110 คน ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกของอาร์ซา แต่เจ้าหน้าที่ลาดตระเวนพรมแดนของบังกลาเทศยังคงควบคุมไม่ให้ผู้ลี้ภัยกลุ่มนี้ข้ามพรมแดนไปได้





