ตลาดหุ้นสหรัฐ ปิดตลาดเมื่อวันพุธ(14 มิ.ย.)ตามเวลาท้องถิ่นไร้ทิศทาง โดยดัชนีดาวโจนส์ ทุบสถิติสูงสุดรอบใหม่ ขณะดัชนีอื่นๆปรับลดลง หลังเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยและถูกฉุดจากหุ้นกลุ่มพลังงาน
ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 46.09 จุด หรือ 0.22 % ปิดที่ 21,374.56 จุด ดัชนีเอสแอนด์พี500 ปรับลดลง 2.43 จุด หรือ 0.10% ปิดที่ 2,437.92 จุด และดัชนีแนสแดก ปรับตัวลดลง 25.48 จุด หรือ 0.41 % ปิดที่ 6,194.89 จุด
ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ปรับขึ้นอันตราดอกเบี้ยอีก 0.25% สู่ระดับ 1.00-1.25% พร้อมส่งสัญญาณอาจปรับขึ้นอีกครั้งในปีนี้ แม้ข้อมูลมากมายเมื่อเร็วๆนี้จะบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจของสหรัฐอ่อนแอลง
ด้านกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ เปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกลดลง 0.3% ในเดือนพ.ค. ซึ่งเป็นการร่วงลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนก.พ. และเป็นการปรับตัวลงมากที่สุดนับตั้งแต่ที่ดิ่งลง 1.0% ในเดือนม.ค.2559 โดยยอดค้าปลีกที่ร่วงลงในเดือนพ.ค. ได้รับผลกระทบจากการที่ผู้บริโภคลดการใช้จ่ายด้านพลังงาน ขณะที่ยอดขายในห้างสรรพสินค้าร่วงลง
นักวิเคราะห์ คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า ยอดค้าปลีกจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในเดือนพ.ค. หลังจากที่ดีดตัวขึ้น 0.4% ในเดือนเม.ย.
กขณะที่ระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (ซีพีไอ) ร่วงลง 0.1% ในเดือนพ.ค. สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่า จะเพิ่มขึ้น 0.2% หลังจากที่ขยับขึ้น 0.1% ในเดือนเม.ย. และลดลง 0.3% ในเดือนมี.ค.
ดัชนีซีพีไอ ที่ปรับตัวลงได้รับผลกระทบจากการดิ่งลงของราคาน้ำมัน และเวชภัณฑ์
ทั้งนี้ ดัชนีซีพีไอร่วงลงในเดือนพ.ค.เป็นเดือนที่ 2 ในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมา และเน้นย้ำว่า อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ที่ระดับต่ำ ท่ามกลางเศรษฐกิจสหรัฐที่ชะลอตัวและหากไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ดัชนีซีพีไอพื้นฐานขยับขึ้น 0.1% ในเดือนพ.ค. เช่นเดียวกับในเดือนเม.ย.
อย่างไรก็ตาม เฟด ระบุว่า เศรษฐกิจและตลาดแรงงานของสหรัฐยังคงเข้มแข็งขึ้น สำหรับปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่นักลงทุนบางส่วน มีความกังวลกับท่าทีแข็งกร้าวของเฟด และข้อวิตกดังกล่าวสะท้อนให้เห็นในความเคลื่อนไหวของหุ้นภาคเทคโนโลยี





