สหรัฐยังครองแชมป์ประเทศที่ใช้งบการทหารสูงสุดในโลกเมื่อปีที่แล้ว ขณะที่ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกใช้งบด้านนี้เพิ่มขึ้นมากที่สุด
สถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติสตอกโฮล์ม หรือ “ซีปรี” (SIPRI) เผยแพร่รายงานฐานข้อมูลเกี่ยวกับงบประมาณทางทหารของนานาประเทศในรอบปี 2559 พบว่า สหรัฐยังคงครองอันดับ 1 ด้วยสถิติการใช้จ่าย 611,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 21.38 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 1.7% จากปีก่อนหน้านี้ และเป็นสัดส่วนสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2553
ตัวเลขล่าสุดของสหรัฐส่งสัญญาณว่า ยุคแห่งการควบคุมงบประมาณทางทหารของรัฐบาลสหรัฐตั้งแต่ปี 2551 ได้สิ้นสุดลงแล้ว นอกจากนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังเสนอเพิ่มงบประมาณทางทหารในปีนี้อีก 54%
ขณะที่อันดับ 2 เป็นของจีน ซึ่งมีสถิติการใช้จ่ายทางทหารเพิ่มขึ้น 5.4% มาอยู่ที่ 215,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 7.53 ล้านล้านบาท) ถือเป็นอันดับ 1 ของเอเชีย มากกว่างบประมาณทางทหารของอินเดียเกือบ 4 เท่า และงบประมาณทหารของทั้งสองประเทศรวมกันคิดเป็น 60% ของงบประมาณทางทหารในเอเชีย
ด้านรัสเซียอยู่ในอันดับที่ 3 ด้วยสถิติ 69,200 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.42 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 5.9% จากสถิติของปี 2558 และคิดเป็น 5.3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ถือเป็นสัดส่วนที่มากที่สุดนับตั้งแต่การล่มสลายของสหภาพโซเวียต เมื่อปี 2535
นอกจากนี้ ตัวเลขงบด้านการทหารของรัสเซียยังถือเป็นสถิติที่เพิ่มขึ้นเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน แม้ยังคงเผชิญกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจจากมาตรการคว่ำบาตรของตะวันตก และสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ยังผันผวนก็ตาม ส่วนอันดับ 4 เป็นของซาอุดีอาระเบียซึ่งตกลงจากอันดับ 3 โดยสถิติลดลง 30% เหลือ 63,700 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.22 ล้านล้านบาท)
ซีปรีวิเคราะห์ว่า ผลจากสถานการณ์ตึงเครียดในทะเลจีนใต้ คาบสมุทรเกาหลี ตะวันออกกลาง และความขัดแย้งระหว่างอินเดียกับปากีสถานเกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนในแคชเมียร์ ทำให้เอเชีย-แปซิฟิกเป็นภูมิภาคที่มีทิศทางการเติบโตของการใช้จ่ายงบประมาณทางทหารมากที่สุด โดยสถิติเมื่อปีที่แล้วเพิ่มขึ้นถึง 64% จากปี 2558 และประเทศใน 15 อันดับแรกเป็นประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกมากถึง 5 ประเทศ





