นโยบายกีดกันทางการค้าจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและผลผลิตทั่วโลก ทั้งยังส่งผลให้ราคาวัสดุลและราคาสินค้าผู้บริโภคตกต่ำลงด้วย
นางคริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุม จัดโดยสถาบันเบรอเคิล( Bruegel) ในกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม โดยแสดงความพอใจต่อภาวะเศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัวขึ้น แต่ก็เตือนว่า นโยบายกีดกันทางการค้าที่เกิดขึ้นในหลายประเทศขณะนี้ อาจบั่นทอนเสถียรภาพการค้าทั่วโลก
นางลาการ์ด กล่าวว่า เศรษฐกิจทั่วโลกเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวขึ้นในขณะนี้ หลังจากที่มีการขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวลงเป็นเวลานานถึง 6 ปี โดยประเทศในกลุ่มพัฒนาแล้วมีกิจกรรมด้านการผลิตที่แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งช่วยให้ภาวะเศรษฐกิจของประเทศกลุ่มนี้ มีการขยายตัวเป็นวงกว้าง ซึ่งรวมถึงประเทศในยุโรป แม้ว่าประเทศบางแห่งในยุโรปยังคงเผชิญกับภาวะหนี้สินในระดับสูงและภาคธนาคารที่อ่อนแอลงก็ตาม
ส่วนประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ก็ขยายตัวดีเช่นกัน และนับเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจโลกให้เติบโตขึ้นในปีนี้
ทั้งนี้ นางลาการ์ดมองว่า ปัจจัยที่ช่วยหนุนให้เศรษฐกิจทั่วโลกฟื้นตัวนั้น มาจากการดำเนินนโยบายที่แข็งแกร่งของรัฐบาลในหลายประเทศ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาแต่นโยบายกีดกันทางการค้าจะส่งผลให้เศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงที่จะเผชิญภาวะขาลง และบั่นทอนเสถียรภาพทางการค้าทั่วโลก
นอกจากนี้ นโยบายกีดกันทางการค้าจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและผลผลิตทั่วโลก และยังส่งผลให้ราคาวัสดุลและราคาสินค้าผู้บริโภค ตกต่ำลงด้วย





