ตลาดหุ้นสหรัฐ ขยับตัวขึ้นมาอยู่ในแดนบวก หลังนักลงทุนคลายกังวลเกี่ยวกับนโยบายการเงิน ก่อนหน้าที่จะมีการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานในเดือนมี.ค.
ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปิดซื้อขายวานนี้ (6 เม.ย.) ขยับขึ้นมา 14.8 จุด หรือ 0.07% มาอยู่ที่ 20,662.95 จุด ส่วนดัชนีเอส แอนด์ พี 500 ปรับขึ้น 4.54 จุด หรือ 0.19% ที่ 2,357.49 จุด และดัชนีแนสแด็ก ไต่ระดับขึ้นมา 14.47 จุด หรือ 0.25% ปิดตลาดที่ 5,878.95 จุด
หุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน เป็นแกนนำในการปรับตัวขึ้นของตลาด หลังราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น เช่นเดียวกับหุ้นแคเทอพิลลาร์ และผู้ค้าปลีกอีกจำนวนหนึ่งหลังมีการเผยรายได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้
ตลาดกำลังรอดูข้อมูลการจ้างงานประจำเดือน มี.ค. ที่กระทรวงแรงงาน มีกำหนดเปิดเผยในวันนี้ (7 เม.ย.) ซึ่งคาดว่า จะแสดงให้เห็นถึงการจ้างงานเพิ่มขึ้น 215,000 ราย ในเดือนที่แล้ว และตัวเลขว่างงาน ยังทรงตัวที่ระดับ 4.7%
ในส่วนของหุ้นยุโรปนั้น ดัชนี FTSE 100 ตลาดลอนดอน อังกฤษ ลดลง 0.4% มาอยู่ที่ 7,303.20 จุด ดัชนี DAX 30 ตลาดแฟรงก์เฟิร์ต เยอรมนี ปรับขึ้น 0.1% ที่ 12,230.89 จุด และดัชนี CAC 40 ของฝรั่งเศส ขยับขึ้นมา 0.6% ปิดซื้อขายที่ 5,121.44 จุด
น้ำมันขยับขึ้น 4 วันติด
ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ปิดตลาดปรับตัวขึ้นเป็นวันที่ 4 ติดต่อกัน แต่นักวิเคราะห์ยังคงจับตามองปริมาณน้ำมันสำรองสหรัฐ ที่อยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส อินเตอร์มีเดียท ส่งมอบเดือนพ.ค. ที่ตลาดไนเม็กซ์ สหรัฐ ขนับขึ้นมา 55 เซนต์ หรือ 1.1% มาอยู่ที่ 51.70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ขณะที่ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ ส่งมอบเดือน พ.ค. ที่ตลาดลอนดอน อังกฤษ ปรับขึ้น 53 เซนต์ หรือ 1.0% มาอยู่ที่ 54.89 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
การที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น แม้ข้อมูลของทางสหรัฐจะแสดงให้เห็นว่า ปริมาณน้ำมันสำรองยังอยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์นั้น ทำให้นักวิเคราะห์บางราย มีความกังวลมากขึ้น ถึงความเป็นไปได้ที่นักเก็งกำไรจะกลับเข้ามาในตลาดอีกครั้ง หลังเมื่อหลายสัปดาห์ที่แล้ว ได้ลดบทบาทลง จากตัวเลขปริมาณน้ำมันสำรองที่เพิ่มขึ้น




