ดัชนีแนสแด็ก ในสหรัฐพุ่งทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่ อานิสงส์จากการทะยานขึ้นของหุ้นเฟซบุ๊ค หลังได้รับการปรับเพิ่มระดับการเข้าลงทุน
ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ ปิดซื้อขายวานนี้(14 ม.ค.) ปรับตัวลงมาเล็กร้อย 0.03% มาอยู่ที่ 19,882.73 จุด ขณะที่ดัชนีเอส แอนด์ พี 500 ปรับขึ้น 0.18% มาอยู่ที่ 2,274.64 จุด โดยมีดัชนีแนสแด็ก ปรับขึ้น 0.48% ปิดตลาดแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 5,574.12 จุด
แม้ตลาดจะได้แรงหนุนจากขาขึ้นของหุ้นกลุ่มธนาคาร หลังธนาคารรายใหญ่ รายงานผลประกอบการเหนือกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ แต่ยังเจอแรงฉุดจากหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค จากรายงานยอดขายค้าปลีกเมื่อเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา ต่ำกว่าที่คาดการณ์กันไว้
หุ้นเฟซบุ๊ค โซเชียลมีเดียชื่อดัง เป็นปัจจัยหลักหนุนดัชนีแนสแด็ก และเอส แอนด์ พี 500 หลังราคาหุ้นทะยานขึ้นมาถึง 1.36% เพราะได้รับการยกระดับการเข้าลงทุน
ขณะดัชนีหุ้นหลักๆ ในตลาดยุโรป ปิดซื้อขายในวันสุดท้ายของสัปดาห์ในแดนบวกเช่นกัน แรงหนุนจากรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่งของอุตสาหกรรมธนาคาร
ดัชนี FTSE 100 ตลาดลอนดอน ปรับขึ้น 0.6% มาอยู่ที่ 7,337.81 จุด ส่วนดัชนี DAX 30 ตลาดแฟรงก์เฟิร์ต เยอรมนี บวก 0.9% ปิดซื้อขายที่ 11,629.18 และดัชนี CAC 40 ของฝรั่งเศส ทะยานขึ้นมาถึง 1.2% ปิดตลาดที่ 4,922.49 จุด
ทางด้านราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ปรับตัวลดลง ท่ามกลางความกังขาถึงแผนการลดปริมาณการผลิตของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปค) และความกังวล ถึงสถานการณ์เศรษฐกิจของจีน ประเทศผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่สุดอันดับ 2 ของโลก จากรายงานตัวเลขส่งออกร่วงลงหนักสุดนับแต่ปี 2552 เป็นต้นมา
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส อินเตอร์มีเดียท ตลาดไนเม็กซ์ สหรัฐ ลดลง 64 เซนต์ มาอยู่ที่ 52.37 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะเลเหนือ ตลาดลอนดอน ลดลง 56 เซนต์ มาอยู่ที่ 55.45 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล





