กลุ่มไอเอส ยังถือเป็นภัยคุกคามที่หน่วยความมั่นคงต้องจับตาและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
กลุ่มรัฐอิสลาม หรือไอเอส ยังคงเป็นภัยคุกคามใหญ่สำหรับหลายประเทศทั่วโลก แม้ว่าขณะนี้ไอเอสกำลังต่อสู้อย่างหนักเพื่อรักษาฐานที่มั่นในอิรักและซีเรียที่ถูกกองกำลังนานาชาติร่วมกันชิงพื้นที่คืนได้มากขึ้นเรื่อย ๆ และทำให้ไอเอสต้องสูญเสียนักรบญิฮัดเป็นจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ต้นปี 2558 สมาชิกของกลุ่มไอเอสยังคงสร้างความปั่นป่วนและก่อเหตุโจมตีในหลายประเทศทั่วยุโรป ซึ่งรวมถึงเบลเยียม ฝรั่งเศส เยอรมนี และตุรกี ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน ขณะที่บรรดารัฐบาลในยุโรปร่วมมือกันกวาดล้างจับกุมสาวกและสมาชิกไอเอสได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนสกัดการก่อการร้ายอย่างเด็ดขาด
ขณะที่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็เป็นอีกหนึ่งจุดเสี่ยงสำหรับการก่อการร้าย โดยเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา สถาบันวิเคราะห์นโยบายเรื่องความขัดแย้ง หรือไอแพค (IPAC) ในอินโดนีเซียออกมาเตือนว่า หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังไม่พร้อมรับมือกลุ่มไอเอส ในขณะที่ภูมิภาคกำลังเผชิญภัยคุกคามจากความรุนแรงสุดโต่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากผู้สนับสนุนกลุ่มไอเอสหันมาร่วมมือกันมากขึ้น
ไอแพคระบุว่า อันตรายหลักอยู่ที่พื้นที่ทางใต้ของฟิลิปปินส์ เพราะกลุ่มสุดโต่งจำนวนหนึ่งได้ประกาศตัวสวามิภักดิ์ต่อกลุ่มไอเอสแล้ว และกลุ่มเหล่านี้ยังมีสายสัมพันธ์กับกลุ่มอื่น ๆ ในอาเซียน โดยเฉพาะอินโดนีเซียและมาเลเซีย
ก่อนหน้านี้ กลุ่มไอเอสเคยประกาศแต่งตั้งให้กลุ่มติดอาวุธในฟิลิปปินส์เป็นหัวหน้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งแนวโน้มนี้ทำให้กลุ่มสุดโต่งระดมคนได้กว้างขวางขึ้น รวมทั้งมีช่องทางรับเงินสนับสนุนจากนานาชาติ และช่องทางการสื่อสารใหม่ ๆ ขณะเดียวกันไอแพคเตือนว่า การที่กลุ่มไอเอสกำลังเสียพื้นที่ยึดครองในซีเรียและอิรักอย่างรวดเร็ว อาจทำให้มีการก่อเหตุในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อเป็นการแก้แค้น
ด้านเว็บไซต์หนังสือพิมพ์นิวสเตรทส์ไทม์สของมาเลเซีย รายงานเมื่อเดือนสิงหาคมว่า จากการที่ไอเอสกำลังสูญเสียฐานที่มั่นในอิรักและซีเรีย ทำให้ทางการมาเลเซียหวั่นเกรงว่า นักรบต่างชาติจะมุ่งหน้ามายังภูมิภาค และทำให้ประเทศต้องเจอกับภัยคุกคามร้ายแรง เพราะนักรบเหล่านี้เคยผ่านการสู้รบมาอย่างหนักและช่ำชองในการใช้อาวุธและระเบิด อีกทั้งการที่หน่วยข่าวกรองท้องถิ่นไม่มีประวัตินักรบติดอาวุธต่างชาตินั้น ก็ทำให้การคัดกรองบุคคลต้องสงสัยเป็นเรื่องยากมาก
สถานการณ์ภัยคุกคามจากกลุ่มก่อการร้ายที่ยังไม่มีแนวโน้มลดลงในขณะนี้ ทำให้น่ากังวลว่ารัฐบาลประเทศต่าง ๆ ในอาเซียนจะหามาตรการใดมารับมือกลุ่มหัวรุนแรงนี้





