'ฮิลลารี' โบ้ย การดำเนินคดีของเอฟบีไอ มีส่วนทำให้เธอแพ้เลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ
สื่อสหรัฐรายงานว่า นางฮิลลารี คลินตัน ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐจากพรรคเดโมแครต ประชุมทางโทรศัพท์กับกลุ่มผู้บริจาคเงินให้เธอเป็นเวลาครึ่งชั่วโมง โดยเธอกล่าวกับผู้บริจาคอาวุโสว่า การเดินหน้าคดีอีเมลของสำนักงานสืบสวนกลางแห่งสหรัฐ (เอฟบีไอ) ที่นำโดยนายเจมส์ โคมีย์ ผู้อำนวยการเอฟบีไอ เป็นเหตุให้เธอแพ้เลือกตั้ง
แหล่งข่าวระบุว่า นางคลินตันกล่าวว่า จดหมายฉบับแรกที่นายโคมีย์ส่งถึงสภาคองเกรสเมื่อวันที่ 28 ต.ค. ทำให้ความนิยมของเธอซึ่งกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นได้หยุดชะงักลง ส่วนจดหมายฉบับที่ 2 ซึ่งระบุว่าฮิลลารีไม่มีความผิดทางคดีอาญา ก็ไม่ได้ทำให้ผู้มีสิทธิใช้เสียงที่ยังตกลงปลงใจไม่ได้ รู้สึกเต็มใจที่จะเลือกเธอ
นายโดนัล ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน ได้รับชัยชนะเหนือนางคลินตันในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 พ.ย. ชัยชนะครั้งนี้ ส่งให้นายทรัมป์กลายเป็นว่าที่ประธานาธิบดีลำดับที่ 45 แห่งสหรัฐ
ล่าสุด นายทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ยังประกาศแต่งตั้งนายเรนซ์ พรีบัส ประธานคณะกรรมการแห่งชาติพรรครีพับลิกัน ให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะทำงานประจำทำเนียบขาว และแต่งตั้งนายสตีเฟน แบนนอน ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์หาเสียงของทรัมป์ ให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์และที่ปรึกษาอาวุโส ซึ่งการแต่งตั้งบุคลากรในตำแหน่งสำคัญทั้ง 2 ตำแหน่งนี้ ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่นายทรัมป์ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งเมื่อวันพุธที่ผ่านมา และนายทรัมป์ มีกำหนดจะเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ ในวันที่ 20 ม.ค.ปีหน้า
ตำแหน่งหน้าคณะเจ้าหน้าที่ประจำทำเนียบขาวและที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์เป็นสองตำแหน่งแรกที่มักได้รับการแต่งตั้งก่อนตามธรรมเนียม เนื่องจากถือเป็นตำแหน่งที่ถือเป็นหน้าเป็นตา และเป็นด่านหน้าของทำเนียบขาว
อย่างไรก็ตาม การคัดเลือกนายพรีบัส วัย 44 ปี และนายแบนนอน วัย 62 ปี สะท้อนถึงนัยสำคัญของนายทรัมป์ ที่มีต่อทั้งฝ่ายอำนาจเก่าและอำนาจใหม่ในพรรครีพับลิกัน โดยเฉพาะการที่นายพรีบัส มีความสนิทสนมเป็นการส่วนตัวกับสมาชิกระดับสูงของพรรครีพับลิกันหลายคน รวมถึงนายพอล ไรอัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรคนปัจจุบัน และการที่ทั้งนายพรีบัสและนายแบนนอนแทบไม่มีประสบการณ์โดยตรงในงานด้านนี้มาก่อน





