"โดนัลด์ ทรัมป์" พลิกโผคว้าชัยชนะการเลือกตั้ง ขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐ สร้างความตกตะลึงไปทั่วโลก ฉุดราคาหุ้นร่วงอย่างหนัก
นายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ จากพรรครีพับลิกัน ประสบความสำเร็จ คว้าชัยชนะในการเลือกตั้ง ด้วยคะแนนจากคณะผู้เลือกตั้งทั้งหมด 288 คะแนน เกินกว่าเกณฑ์ 270 เสียงที่ผู้ชนะจะต้องได้รับตามที่กฎหมายกำหนด ทิ้งห่างนางฮิลลารี คลินตัน คู่แข่งจากพรรคเดโมแครตที่ได้เพียง 215 คะแนน
นายทรัมป์ยังมีคะแนนเสียงจากประชาชน ชนะนางฮิลลารีไปอย่างฉิวเฉียดที่ 47.9% ต่อ 47.4% ซึ่งชัยชนะของเขา สร้างความตกใจและตะลึงงันทั้งแก่ชาวอเมริกัน และทั่วโลก โดยเฉพาะผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครตของนางฮิลลารี ถึงกับร้องไห้ด้วยความเสียใจ และความไม่เข้าใจกับผลเลือกตั้ง ทั้งที่ผลสำรวจคะแนนนิยมและสื่อหลายสำนักฟังธงก่อนหน้านี้ว่า ตัวแทนจากพรรคเดโมแครต จะได้รับชัยชนะ
หลังทราบผลการเลือกตั้ง นายทรัมป์ ได้ขึ้นเวทีแถลงชัยชนะที่โรงแรมฮิลตัน ในนครนิวยอร์ก พร้อมเปิดเผยว่า เขาได้รับโทรศัพท์แสดงความยินดีจากนางฮิลลารีแล้ว
นายทรัมป์ ยังให้คำมั่นกับบรรดาผู้สนับสนุนว่า จะเป็นประธานาธิบดีของทุกคน และถึงเวลาแล้วที่จะเยียวยาบาดแผลแห่งความแตกแยกในประเทศ ชาวอเมริกันจะต้องเดินไปด้วยกัน ทั้งรีพับลิกัน เดโมแครต และกลุ่มอิสระ โดนถึงเวลา ทั่วประเทศถึงเวลาที่จะต้องผนึกรวมเป็นหนึ่งเดียว
เขาสัญญาด้วยว่าจะเริ่มงานด่วนในการสร้างชาติและความฝันแบบอเมริกันอีกครั้ง รวมทั้งบอกด้วยว่า ทั้งชีวิตของเขาอยู่ในแวดวงธุรกิจที่คอยมองหาโอกาสที่ซ่อนอยู่ในทุกโครงการและทุกคนทั่วโลก และเขาจะทำสิ่งนี้เพื่อประเทศ
หุ้นดิ่งรับผลเลือกตั้ง
ตลาดหุ้นทั่วโลกพากันดิ่งลงนับตั้งแต่ผลคะแนนบ่งชี้ว่าทรัมป์มีคะแนนนำห่างนางฮิลลารี และสถานการณ์ยิ่งย่ำแย่มากขึ้น เมื่อนายทรัมป์เป็นผู้คว้าชัยชนะ
ดัชนีนิกเคอิ ของญี่ปุ่น ปิดซื้อขายเมื่อวานนี้ (9 พ.ย.) ดิ่งลงมากถึง 919.84 จุด หรือ 5.4% ปิดซื้อขายที่ 16,251 จุด ท่ามกลางการเทขายอย่างหนักตลอดทั้งวัน ขณะเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงมาเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับประมาณ 102.10 เยนต่อดอลลาร์ จากที่ระดับ 105 เยนต่อดอลลาร์ในช่วงเช้า
นักวิเคราะห์ชี้ว่า มีแต่ปัจจัย “ความเสี่ยงทรัมป์” ที่เป็นแรงกดดันการเทขายในตลาดตลอดทั้งวัน ซึ่งการร่วงลงอย่างหนัก ของตลาดทำให้ ธนาคารกลาง กระทรวงการคลัง และสำนักงานบริการการเงิน ของญี่ปุ่น ต้องเรียกประชุมฉุกเฉิน ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ซึ่งนายมาซาสึกุ อาซากาวะ รัฐมนตรีช่วยคลังญี่ปุ่น กล่าวว่าอัตราแลกเปลี่ยนผันผวนมาก ทำให้ต้องจับตามองตลาดด้วยความระมัดระวัง และจะหารือกับนายทาโร อาโซะ รัฐมนตรีคลัง เพื่อหาวิธีรับมือ โดยรัฐมนตรีจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะเข้าแทรกแซงในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนหรือไม่
ก่อนหน้านั้น นายโยชิฮิเดะ ซูกะ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี แถลงว่า รัฐบาลจะเข้าแทรกแซงในตลาดการเงินหากจำเป็น ถ้าพบว่าตลาดมีความผันผวนมากเกินไป
ทั้งนี้ เงินดอลลาร์ดิ่งลงกว่า 3% เมื่อเทียบกับเงินเยน ในช่วงที่การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเป็นไปอย่างสูสีดุเดือด
ส่วนที่เกาหลีใต้ คณะกรรมการกำกับดูแลการเงิน ได้เรียกประชุมฉุกเฉินเจ้าหน้าที่ธนาคารต่างๆ ที่ดูแลเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อหารือเรื่องสภาพคล่องของธนาคารต่างๆ
ด้านรัฐบาลไต้หวันรายงานว่า กองทุนเสถียรภาพแห่งชาติเตรียมจับตาการเคลื่อนไหวของตลาดการเงินในประเทศอย่างใกล้ชิด หากมีเงินทุนไหลออกและความผันผวน
ชัยชนะของทรัมป์ ยังเป็นปัจจัยกดดันให้ดัชนีฮั่งเส็ง ของฮ่องกง ร่วงลงมา 2.16% หรือ 494.28 จุด ปิดซื้อขายที่ 22,415.19 จุด ส่วนดัชนีเซี่ยงไฮ้ ในตลาดจีน ปรับลงมา 0.62% หรือ 19.52% มาอยู่ที่ 3,128.37 จุด
นอกจากนี้ ยังทำให้ตลาดยุโรป พากันเดินสู่ขาลงตั้งแต่เปิดตลาด เพราะนักลงทุนพากันวิตกถึงผลกระทบที่จะมีต่อเศรษฐกิจโลก เมื่อนายทรัมป์เป็นประธานาธิบดีสหรัฐ
ในช่วงเปิดตลาด ดัชนีเอฟทีเอสอี 100 ของตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน อังกฤษ ร่วงลงทันที 1.87% มาอยู่ที่ 6,718.85 จุด ส่วนดัชนีแด็กซ์ 30 ในตลาดแฟรงก์เฟิร์ตเยอรมนี ดิ่งลง 2.9% ที่ 10,181.89 จุด และดัชนีแคค 40 ของฝรั่งเศส ลดลง 2.8% มาอยู่ที่ 4,350.07 จุด
ทองคำพุ่งไม่หยุด
ความไม่แน่ใจถึงผลกระทบที่จะเกิดจากการที่นายทรัมป์ขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ ยังทำให้ราคาทองคำพุ่งขึ้นมาเกือบ 5 % เนื่องจากนักลงทุนต้องการสถานที่ปลอดภัยสำหรับการเข้าลงทุน
ราคาทองคำสปอต ทะยานขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 6 สัปดาห์ ที่ 1,337.40 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำสัญญาส่งมอบเดือน ธ.ค. ในตลาดสหรัฐ ปรับขึ้นมา 26.90 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 1,301.40 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยระหว่างการซื้อขาย ทะยานขึ้นไปถึง 1,338.30 ดอลลาร์ต่อออนซ์
นายเดวิส ฮอลล์ หัวหน้าฝ่ายค่าเงิน และโลหะมีค่า จากอินโดสุเอซ ชี้ว่า การที่ราคาทองคำปรับตัวลดลงระหว่างการซื้อขายนั้น บ่งชี้ว่าขาขึ้นยังอยู่ในเพดานจำกัด แต่ราคาทองคำอาจจะยังได้แรงหนุนจากชัยชนะของนายทรัมป์ เมื่อผลกระทบในระยะยาวเริ่มปรากฏเค้าลางให้เห็น
ผู้นำโลกมั่นใจร่วมงานได้
บรรดาผู้นำทั่วโลก ต่างพากันแสดงความยินดีต่อชัยชนะของนายทรัมป์ โดยส่วนใหญ่แสดงความมั่นใจว่า ความสัมพันธ์ของสหรัฐ กับประเทศต่างๆ น่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปเท่าใดนัก หลังจากที่นายทรัมป์เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐแล้ว
นางเฟเดอริกา โมเฮอรินิ หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศ สหภาพยุโรป (อียู) พันธมิตรยาวนานของสหรัฐ ระบุว่า สัมพันธ์ระหว่างอียู กับสหรัฐ ลึกซึ้งเกินกว่าที่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจะส่งผลกระทบได้ โดยทั้ง 2 ฝ่ายจะทำงานร่วมกันต่อไป และฟื้นฟูความแข็งแกร่งของยุโรป เช่นเดียวกับประธานคณะกรรมาธิการยุโรป นายฌอง คล็อด ยุงเกอร์ ที่โพสต์ข้อความแสดงความยินดีทางทวิตเตอร์ และว่า การร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดเท่านั้น ที่จะทำให้อียู และสหรัฐ เดินหน้าสร้างความแตกต่าง ในเรื่องที่คาดไม่ถึงได้ อย่างภัยคุกคามจากกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) ปัญหาเรื่องอธิปไตยของยูเครน หรือเรื่องผู้อพยพ
ขณะที่ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ก็ส่งข้อความถึงนายทรัมป์ แสดงความหวังที่จะได้ทำงานร่วมกัน เพื่อทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซีย กับสหรัฐ หลุดพ้นจากภาวะวิกฤติ
ขณะที่ นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์โพสต์เฟซบุ๊ค เมื่อวานนี้ (9 พ.ย.) ว่า การที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสร้างความประหลาดใจให้กับหลาย ๆ คน ทุก ๆ ขั้นตอนของเขาล้วนท้าทายความคาดหวัง แต่สุดท้ายแล้วการเดินทางของเขาก็ไปถึงทำเนียบขาว
ผู้นำสิงคโปร์กล่าวถึงการเลือกตั้งที่ดุเดือดสร้างความแตกแยกในหมู่ประชาชนว่า หลายคนอาจฉลองผลการเลือกตั้ง ขณะที่หลาย ๆ คนทำใจกับความผิดหวังอย่างพลิกความคาดหมาย แต่ก็เหมือนกับการลงประชามติเบร็กซิทเมื่อเดือน มิ.ย. ชัยชนะของนายทรัมป์เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางที่ขยายวงขึ้นในประเทศพัฒนาแล้ว สะท้อนถึงความไม่พอใจอย่างยิ่งต่อสิ่งที่เป็นอยู่ และปรารถนาอย่างแรงกล้าจะประกาศความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของตนอีกครั้ง รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงสถานะเดิม ส่วนสิงคโปร์จะร่วมมือกับสหรัฐต่อไป เพื่อบ่มเพาะความสัมพันธ์อันแข็งแกร่ง
ทางด้านนางจูลี บิชอป รัฐมนตรีต่างประเทศออสเตรเลีย แสดงความมั่นใจว่า รัฐบาลสหรัฐจะยังให้ความสำคัญกับเอเชียต่อไป หลังจากที่นายทรัมป์ชนะเลือกตั้ง ขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนใหม่
เธอบอกด้วยว่า ประเทศต่างๆ ในภูมิภาค กำลังรอดูความเป็นผู้นำที่มากขึ้นของสหรัฐ ในเอเชียแปซิฟิก และว่า รัฐบาลออสเตรเลีย ต้องการที่จะทำงานอย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลใหม่ของสหรัฐต่อไป และอาจมีการหารือในเร็ววันนี้ เพื่อรับประกันว่า สหรัฐยังคงให้ความสำคัญกับภูมิภาคนี้ และให้ความสำคัญของการเป็นผู้นำ และการคงอยู่ของสหรัฐในเอเชียแปซิฟิก
“สหรัฐเป็นนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนโดยตรงรายใหญ่สุดของเรา และเป็นคู่ค้ารายใหญ่สุดอันดับ 2 จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับรัฐบาลออสเตรเลีย ที่จะต้องเตรียมพร้อมทำงานกับใครก็ตาม ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ และในตอนนี้ ก็แน่ชัดแล้วว่า เป็นนายโดนัลด์ ทรัมป์”
มุสลิมช็อค ทรัมป์คว้าชัย
ชาวมุสลิมทั่วเอเชีย ต่างพากันรู้สึกตื่นตระหนก ต่อการคว้าชัยชนะเลือกตั้งของนายทรัมป์ ที่เคยกล่าววาทะเผ็ดร้อนต่อต้านศาสนาอิสลามระหว่างการหาเสียง โดยหลายคนกังวลว่า ชัยชนะครั้งนี้ จะทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในโลกอีกครั้ง
เจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลปากีสถานรายหนึ่ง กล่าวถึงผลเลือกตั้งที่ออกมาว่า เป็นเรื่องที่เลวร้าย และน่ากลัวอย่างแน่นอน ขณะที่ชาวปากีสถานคนอื่นๆ ต่างแสดงความผิดหวังที่นางฮิลลารี คลินตัน พ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง โดยมีบางคนบอกว่าเขารู้สึกผิดหวังที่เห็นนายทรัมป์เป็นผู้ชนะ เพราะนางฮิลลารี เป็นผู้หญิงที่ดี และเธอจะเป็นผลดีต่อปากีสถาน รวมถึงชาวมุสลิมทั่วโลก
ส่วนที่อินโดนีเซีย ประเทศที่มีประชากรมุสลิมมากที่สุดในโลก ประชาชนพากันแสดงความวิตก และตั้งคำถามว่า ชัยชนะของนายทรัมป์ จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างอินโดนีเซีย และสหรัฐ พันธมิตรดั้งเดิมของประเทศ จะออกมาในรูปแบบใด และการขึ้นเป็นประธานาธิบดีของนายทรัมป์ จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของสหรัฐ กับโลกมุสลิมอย่างไรบ้าง





