วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

นักวิจัยเผยข้อมูลบริโภคแคลอรีของอังกฤษคลาดเคลื่อน

ผลวิจัยล่าสุดชี้ชาวอังกฤษรายงานการบริโภคแคลอรีต่อวันต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งนำไปสู่ความเข้าใจคลาดเคลื่อนในการออกนโยบายต่อสู้โรคอ้วนของรัฐบาล

ผลสำรวจหลายชิ้น ซึ่งรวมถึงผลการศึกษาอาหารและโภชนาการแห่งชาติ และผลการศึกษาค่าครองชีพของอังกฤษ ระบุว่า ปริมาณอาหารที่ชาวอังกฤษซื้อมาบริโภคลดลงในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา สวนทางกับอัตราโรคอ้วนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทีมวิจัย “บีเฮฟเวียรอล อินไซท์ส ทีม” หรือ บีไอที พิจารณาถึงทฤษฎีที่ว่า กิจกรรมทางกายที่ลดลงเป็นเหตุผลหลักที่น้ำหนักเพิ่มขึ้น หากเป็นเช่นนั้นจริง ผู้ใหญ่ทั่วประเทศจำเป็นต้องเดินมากกว่า 3 ชั่วโมงครึ่งต่อวัน โดยเฉพาะผู้ใหญ่ที่เกิดในช่วงทศวรรษที่ 70 เพื่อให้เห็นการเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ คนส่วนใหญ่รับประทานอาหารมากกว่า 3,000 แคลอรีต่อคนต่อวัน เมื่อเทียบกับผลสำรวจจากการทางการ 2,000 แห่ง

ด้านผู้อำนวยการด้านสุขภาพของบีไอที นายไมเคิล ฮอลสเวิร์ธ ในฐานะหัวหน้าทีมวิจัยแนะว่าผู้บริโภคควรเน้นที่การลดปริมาณแคลอรีที่รับประทานเข้าไปมากกว่าการออกกำลังกาย เนื่องจากการลดปริมาณแคลอรีเป็นวิธีที่จัดการกับความอ้วนที่ได้ผลมากกว่า

ข้อมูลจากราชสมาคมเพื่อการสาธารณสุขอังกฤษระบุว่า อาหารและเครื่องดื่มที่ชาวอังกฤษนิยมรับประทานล้วนมีปริมาณแคลอรีสูง เช่น น้ำอัดลมมีแคลอรี 138 กิโลแคลอรี ช็อกโกแลตแท่งขนาดมาตรฐาน 229 กิโลแคลอรี มันฝรั่งแผ่นอบกรอบ 171 กิโลแคลอรี มัฟฟิน 265 กิโลแคลอรี ซีเรียล 1 ชาม 172 กิโลแคลอรี และแซนด์วิช มีแคลอรีสูงถึง 445 กิโลแคลอรี ซึ่งอาหารแต่ละชนิดใช้เวลาเผาผลาญโดยเฉลี่ยครึ่งชั่วโมงถึง 1 ชั่วโมง

ทีมวิจัยระบุด้วยว่า ปัจจุบันไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้มาตรการเข้มงวดอย่างการขึ้นภาษีน้ำตาล ภาษีไขมัน หรือติดฉลากแสดงปริมาณแคลอรีบนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แต่อย่างใด