ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์เตือนบริษัทเหมืองแร่ ให้ปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น ไม่เช่นนั้นแล้วอาจต้องปิดเหมือง
ประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เต ของฟิลิปปินส์ แถลงกับผู้สื่อข่าวว่า “ชาติอยู่รอดได้โดยไม่มีคุณ เลือกเอาว่าจะยอมทำตามมาตรฐานที่เข้มงวดของรัฐบาล หรือจะปิดเหมือง” พร้อมประกาศว่า เขายอมเสียรายได้ของรัฐบาลปีละ 852 ล้านดอลลาร์ (29,820 ล้านบาท) ที่ได้จากอุตสาหกรรมเหมืองแร่
ถ้อยแถลงดังกล่าวถือว่าชัดเจนที่สุดจากนายดูเตอร์เต ที่มีไปถึงบริษัทเหมืองแร่ฟิลิปปินส์ ซึ่งเขาเตือนมาหลายสัปดาห์ตั้งแต่ก่อนรับตำแหน่งในวันที่ 30 มิ.ย.ว่า จะยกเครื่องการทำเหมืองและหยุดยั้งการทำลายล้างผืนแผ่นดิน
นับจนถึงขณะนี้ฟิลิปปินส์สั่งระงับการทำเหมืองนิกเกิลในประเทศแล้ว 7 แห่ง ที่ไม่สามารถปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมได้
ด้านผู้บริหารเหมืองแร่ “นายดันเต บราโว” ประธานบริษัทโกลบอล เฟอร์โรนิกเกิล โฮลดิงส์ อิงค์ ซึ่งทำเหมืองนิกเกิลใหญ่อันดับ 2 ของฟิลิปปินส์ กล่าวว่า อุตสาหกรรมเหมืองแร่กำลังกลายเป็นเป้าหมายที่ไม่เป็นธรรม พื้นที่ทำเหมืองมีไม่ถึง
125,000 ไร่ จากพื้นที่ทั้งหมด 187.5 ล้านไร่ แต่สร้างรายได้ให้กับเศรษฐกิจของชาติอย่างมหาศาล ทั้งยังช่วยพัฒนาท้องถิ่น
ปัจจุบันฟิลิปปินส์เป็นผู้ส่งออกนิกเกิลรายใหญ่สุดให้กับจีนแทนที่อินโดนีเซีย หลังจากอินโดนีเซียสั่งห้ามส่งออกแร่ดิบในปี 2557
ข้อมูลจากกรมเหมืองแร่และธรณีศาสตร์ระบุว่า การทำเหมืองคิดเป็นไม่ถึง 1% ของเศรษฐกิจฟิลิปปินส์ ปริมาณทองคำ ทองแดง และนิกเกิลในประเทศที่ยังไม่ขุดมีอีกมาก ภายใต้พื้นที่ 56.25 ล้านไร่ที่พบว่า มีแร่ธาตุสำรองอยู่สูงมาก มีการทำเหมืองไปเพียง 3% เท่านั้น
การที่ฟิลิปปินส์สั่งระงับการทำเหมืองนิกเกิล และอาจจะปิดเหมืองเพิ่มอีก ทำให้ราคานิกเกิลในตลาดโลกสูงถึง 10,900 ดอลลาร์ต่อตัน เมื่อวันที่ 21 ก.ค. สูงสุดในรอบ 11 เดือน โดยวันนี้ราคาสูงสุดที่ 10,800 ดอลลาร์ต่อตัน หลังจากเคยพุ่งขึ้นเกือบ 13% เมื่อเดือน ก.ค. เป็นราคารายเดือนที่ขยับขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่ เม.ย.2557





