ใครคือผู้นำ "รัฐคู่ขนาน" ที่ประธานาธิบดีตุรกี กล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังก่อกบฏนองเลือด
เฟตุลเลาะฮ์ กูเลน (Fethullah Gulen) เป็นชื่อที่ประธานาธิบดี เรเซป เทย์ยิบ เออร์โดกัน แห่งตุรกี พาดพิงทันทีว่า อยู่เบื้องหลังความพยายามก่อรัฐประหารครั้งล่าสุด เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 14 กรกฎาคม ซึ่งจบลงอย่างนองเลือด มีผู้เสียชีวิตทั้งพลเรือนและทหารที่ร่วมก่อการ 265 ในแค่คืนเดียว บาดเจ็บอีกกว่าพันคน
ไม่ใช่ครั้งแรกที่ประธานาธิบดีเออร์โดกัน์ กล่าวหานายกูเลน วางแผนโค่นล้มรัฐบาล แม้อีกฝ่ายหนึ่งพาตัวเองไปลี้ภัยเงียบๆอยู่ที่ศูนย์ โกลเดน เจเนอเรชัน วอร์ชิพ แอนด์ รีทรีท ในเมืองสแครนตัน เมืองเล็กๆ แถบเทือกเขาโปโคโน รัฐเพนซิลวาเนีย สหรัฐอเมริกา มานาน 17 ปี
นายกูเลน เกิดที่เมืองเอซูรุม เมื่อปี 2484 เป็นอิหม่ามที่เริ่มมีชื่อเสียงในตุรกีเมื่อ 50 ปีที่แล้ว จากการเดินสายบรรยายส่งเสริมหลักปรัชญาที่ผสมผสานหลักอิสลามกับประชาธิปไตย การศึกษา วิทยาศาสตร์และการเสวนาข้ามความเชื่อ มีลูกศิษย์ลูกหามากมายแทรกซึมทั่วสังคมตุรกีในฐานะผู้นำขบวนกาฮิซเม็ต ( Hizmet )ภาษาตุรกีที่แปลว่า”บริการ”
ขบวนการฮิซเม็ตเติบใหญ่พร้อมกับความร่ำรวยและอิทธิพลที่แผ่กว้าง สร้างโรงเรียนมากกว่า 100 แห่งในกว่า 100 ประเทศ เริ่มจากตุรกีก่อนขยายไปประเทศเอเชียกลาง แอฟริกาและทั่วโลก ขณะที่ผู้นำขบวนการได้ชื่อว่าเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญคนหนึ่งในแวดวงมุสลิมโลก
ประเมินว่า ประชากรตุุรกีที่รวมถึงผู้มีตำแหน่งสูงในกองทัพ ตำรวจและศาล ราว 10% สนับสนุนฮิซเม็ต ซึ่งมีทั้งมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล มูลนิธิ กิจการธนาคาร หนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์
ครั้งหนึ่ง นายกูเลน ได้ชื่อว่าเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับนายเออร์โดกัน แต่ทั้งสองเกิดแตกคอกัน เมื่อนายเออร์โดกันที่ผูกขาดเก้าอี้นายกรัฐมนตรีตุรกีมาหลายสมัย จนไม่สามารถเป็นต่อไปด้วยข้อจำกัดรัฐธรรมนูญ และไปนั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีแทน เริ่มไม่ไว้ใจขบวนการฮิซเม็ต และอิทธิพลแผ่กว้างของกลุ่มนี้ในสังคมตุรกี กระทั่งนำมาสู่ข้อกล่าวหากูเลน ว่าพยายามสถาปนาอีกรัฐภายในรัฐตุรกี หรือ รัฐคู่ขนาน
ฝ่ายตรงข้ามมักยกคลิปเสียงเมื่อปี 2542 ที่แฉว่า นายกูเลนแนะนำให้สาวก แทรกซึมเข้าสู่สถาบันหลักๆโดยไม่ให้ใครสังเกตจนกว่าจะไต่เต้าถึงศูนย์กลางอำนาจ จะต้องรอคอยจนกว่าจะได้อำนาจรัฐ จนกว่าจะได้อำนาจทั้งหมดของสถาบันตามรัฐธรรมนูญในตุรกีมาอยู่ในมือ
แต่นักเทศน์ชื่อดังระบุว่า เป็นเทปเสียงที่ถูกตัดต่อ และย้ายไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2542 ก่อนถูกแจ้งข้อหาก่อกบฏในประเทศบ้านเกิด
จากนั้น ใช้ชีวิตแบบสันโดษอยู่ที่รัฐเพนซิลวาเนีย ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการอ่าน เขียนและสวดมนต์ แทบไม่เคยให้สัมภาษณ์ นานๆครั้งจะออกมาปรากฏตัวในที่สาธารณะ และถูกพิจารณาคดีลับหลังมาอย่างน้อย 3 ครั้ง
ปมตึงเครียดระหว่างฝ่ายกูเลนนิสต์ หรือฝ่ายที่สนับสนุนนายกูเลน กับนายเออร์โดกัน และพรรคเอเคพี ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล เกิดขึ้นเมื่อปลายปี 2556 หลังจากอัยการและศาลที่เชื่อว่าใกล้ชิดกับนายกูเลน ขุดคุ้ยและแจ้งข้อหาทุจริตคนวงในของนายเออร์โดกัน รวมถึงนายบีลาล ลูกชายของเขา
ข้อกล่าวหาเหล่านี้ถูกมองว่า เป็นการตอบโต้ที่นายเออร์โดกัน พยายามปิดโรงเรียนของฮิซเม็ต เพื่อพยายามจำกัดการเติบโตของอีกฝ่าย
แต่นายเออร์โดกันก็เอาคืนชุดใหญ่ รวมถึงปลดเจ้าหน้าที่ในกองทัพ และตำรวจหลายร้อยนาย ไล่ลงมาตั้งแต่นายพลคนสำคัญ ปิดโรงเรียนเอกชนหลายแห่งที่ดำเนินงานโดยฮิซเม็ต และกดดันหนังสือพิมพ์และสื่อที่เชื่อว่าเข้าข้างคู่อริ รวมถึงปลดบรรณาธิการ หรือปิดกิจการ
ก่อนมาออกหมายจับนายกูเลนในปี 2557 ในข้อหาพยายามล้มล้างรัฐบาล และขึ้นบัญชีเป็นบุคคลที่ตุรกีต้องการตัวมากที่สุด
ข้อกล่าวหาล้มล้างรัฐบาลกลับมาอีกครั้งหลังการก่อกบฏเมื่อคืนวันศุกร์ นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความของรัฐบาลตุรกีในคดีฟ้องเอาผิดนายกูเลนในสหรัฐ กล่าวว่า ข่าวกรองพบความเคลื่อนไหวว่านายกูเลนทำงานใกล้ชิดกับผู้นำกองทัพบางคนเพื่อต่อต้านรัฐบาลพลเรือน ซึ่งเขาและบริษัททนายของเขาพยายามเตือนรัฐบาลสหรัฐหลายครั้งหลายหนถึงภัยคุกคามจากบุคคลผู้นี้และขบวนการของเขา
แต่พันธมิตรเพื่อค่านิยมร่วม สาขาฮิซเม็ตในสหรัฐ ออกแถลงการณ์โต้ทันควันว่า ตลอดกว่า 40 ปีที่ผ่านมา นายกูเลนและผู้สนับสนุน ยึดมั่นในประชาธิปไตยและสันติภาพ “เราประณามการแทรกการเมืองของกองทัพเสมอมา”
ขณะที่นายกูเลน ออกแถลงการณ์ปฏิเสธว่า ไม่มีความเกี่ยวข้อง และขอประณามการก่อรัฐประหารอย่างรุนแรงที่สุด แถลงการณ์ของนายกูเลน ระบุด้วยว่า การเอาชนะรัฐบาลต้องมาจากกระบวนการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์และยุติธรรม ไม่ใช่ด้วยกำลัง และขอพรพระเจ้าให้ตุรกีและพลเมืองตุรกี ผ่านพ้นสถานการณ์อย่างสงบและโดยเร็ว
ที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐ ไม่มีทีท่าว่าจะส่งตัวนายกูเลนกลับตุรกี แม้เป็นพันธมิตรในสงครามกวาดล้างไอเอส ซึ่งพันธมิตรเพื่อค่านิยมร่วมระบุว่า เป็นเพราะรัฐบาลสหรัฐมองออกว่าการตั้งข้อหาจากตุรกี มีแรงจูงใจทางทางการเมือง ล่าสุด นายจอห์น แคร์รี รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ กล่าวว่าสหรัฐพร้อมพิจารณาหากตุรกีส่งคำร้องมา แต่รัฐบาลอังการาจะต้องมีหลักฐานการกระทำผิดของคนที่ต้องการตัวอย่างชัดเจน





