คนรุ่นใหม่สหราชอาณาจักรซึ่งส่วนใหญ่หนุนอยู่กับอียู ไม่พอใจผลประชามติ โดยบอกว่าเป็นสิ่งไม่ถูกต้องที่คนรุ่นเก่ามากำหนดอนาคตให้พวกเขา
กลุ่มคนรุ่นใหม่ของสหราชอาณาจักรซึ่งลงประชามติอยู่กับสหภาพยุโรป หรืออียูต่อไป แสดงความรู้สึกไม่พอใจและผิดหวังกับผลประชามติออกจากอียู พร้อมกับใช้แฮชแท็กในทวิตเตอร์ว่า “น็อทอินมายเนม” (#NotInMyName) ซึ่งแปลว่า ผลคะแนนดังกล่าวไม่ใช่ความต้องการของพวกเขา
ผลประชามติครั้งประวัติศาสตร์ชี้ว่า ชาวสหราชอาณาจักร 17.4 ล้านคน หรือ 52% ต้องการออกจากอียู ขณะที่ 16.1 ล้านคน หรือ 48% ต้องการอยู่กับอียูต่อไป อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากสำนักวิจัย“ยูกอฟ” ชี้ว่า เมื่อประเมินตามกลุ่มอายุพบว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่มีความเห็นแตกต่างกับคนรุ่นเก่าอย่างสิ้นเชิง โดย 75% ของกลุ่มอายุระหว่าง 18-24 ปีโหวตอยู่กับอียู ขณะที่ราว60% ของกลุ่มอายุ 65 ปีขึ้นไปโหวตออกจากอียู
ยูกอฟระบุว่า คนกลุ่มอายุระหว่า 18-24 ปีเป็นกลุ่มที่ต้องใช้ชีวิตนานที่สุดกับผลประชามติที่ตรงข้ามกับความต้องการของพวกเขา
ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีคนหนึ่ง วัย 23 ปีซึ่งอยู่ในกรุงลอนดอนบอกว่า รู้สึกโกรธมาก เพราะคนที่โหวตออกจากอียูไม่ต้องต่อสู้ดิ้นรนในอนาคตที่ปราศจากอียูอีกแล้ว ส่วนบาร์เทนเดอร์ วัย 21 ปีคนหนึ่งบอกว่า เขาคิดว่าเป็นสิ่งไม่ถูกต้องที่คนอายุมากกว่ามากำหนดเรื่องนี้แทน ซึ่งทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกขโมยอนาคต นอกจากนี้ยังมีคนรุ่นใหม่บางคนตัดพ้อว่าอาจย้ายออกจากสหราชอาณาจักรไปอยู่ประเทศอื่นด้วย
อย่างไรก็ตามหนังสือพิมพ์ซันเดย์มิเรอร์ในอังกฤษเผยผลสำรวจความคิดเห็นของศูนย์วิจัยคอมเรส พบว่า หลังจากผลการลงประชามติให้ประเทศออกจากอียู ปรากฏว่า ครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งบอกให้ยืนยันตามผลประชามติ ต่อให้อียูจะยื่นข้อเสนอให้ประเทศกลับเข้าเป็นสมาชิกอีกครั้งก็ตาม ขณะที่39% คิดว่าควรจัดการลงประชามติครั้งที่สอง หากได้รับข้อเสนอใหม่จากอียู
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน ของอังกฤษซึ่งประกาศจะลาออกจากตำแหน่งในเดือนตุลาคมหลังทราบผลการลงประชามติ กล่าวไว้แล้วว่า จะไม่มีการลงประชามติครั้งที่สองอย่างแน่นอน





