วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'คาเมรอน' ผู้นำพาอังกฤษพ้นอียู

ประวัติศาสตร์จะต้องจารึกชื่อ 'เดวิด คาเมรอน' นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ในฐานะที่นำพาอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป พร้อมเผชิญกับมรสุมการเมืองครั้งใหญ่ด้วย

ผลประชามติถือเป็นการปิดฉากอาชีพการเมืองของนายคาเมรอน ซึ่งขึ้นบริหารประเทศเมื่อปี 2553 และชนะในการลงประชามติของสกอตแลนด์ที่ไม่ได้แยกตัวออกจากอังกฤษเมื่อปี 2557 ทั้งยังนำพาพรรคอนุรักษนิยมคว้าชัยในการเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้ว

คาเมรอน มีพ่อเป็นนายหน้าซื้อขายหุ้น จบจากโรงเรียนชื่อดัง “อีตัน” และมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด เขาทำงานเป็นที่ปรึกษาให้กับพรรคอนุรักษนิยมก่อนที่หันมาทำด้านประชาสัมพันธ์ แต่ก็ต้องยุติบทบาท เพราะได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส. เมื่อปี 2544 จากนั้นก็ไต่เต้าภายในพรรคอย่างรวดเร็ว จนได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าพรรคเมื่อปี 2548 ซึ่งตอนนั้นเขามีอายุ 39 ปี

เขาพยายามล้างภาพลักษณ์ของพรรคด้วยการหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงเรื่องอียู ซึ่งเป็นประเด็นที่สมาชิกพรรคอนุรักษนิยมมีความเห็นต่างต่างกันอย่างมาก ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2553 คาเมรอนได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุดในรอบ 200 ปีของอังกฤษ แต่ไม่ได้เก้าอี้ในสภามากพอที่บริหารได้เพียงพรรคเดียว จึงตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับพรรคเสรีประชาธิปไตย

การบริหารประเทศถูกจำกัดจากการตัดงบประมาณผลจากเศรษฐกิจที่ตกต่ำของอังกฤษ ขณะที่ประเด็นนโยบายการต่างประเทศมักถูกกลบไปโดยพรรคอนุรักษนิยมที่เถียงกันเรื่องอียูอย่างดุเดือด

หลังจากการบริหารประเทศมา 5 ปี พรรคอนุรักษนิยมชนะการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2558 ด้วยเสียงข้างมาก ทำให้มีอำนาจในการบริหารอย่างเต็มที่ และทำให้นายคาเมรอนต้องจัดการลงประชามติตามที่เคยสัญญาไว้เมื่อปี 2556 ว่าหากพรรคของเขาได้รับชัยชนะก็จะจัดทำประชามติ

คาเมรอนใช้เวลาในปี 2558 ส่วนมากไปกับการล็อบบี้ชาติอื่นในยุโรป เพื่อทำข้อตกลงปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษกับอียู ซึ่งสร้างความมั่นใจให้แก่เขาด้วยการประกาศว่าอังกฤษได้รับ "สถานะพิเศษ” ในอียู โดยเฉพาะในประเด็นจำกัดการจ่ายสวัสดิการให้ผู้อพยพ

แต่ส.ส.บางคนในพรรคอนุรักษนิยมเยาะเย้ยว่านายคาเมรอน “ล้มเหลวไม่เป็นท่า” และหายนะก็เกิดขึ้นเมื่อการรณรงค์ทวีความเข้มข้น เพราะคนที่ภักดีกับนายคาเมรอน อย่าง นายไมเคิล โกฟ รัฐมนตรียุติธรรม ซึ่งเป็นพ่อบุญธรรมของลูกสาวคาเมรอน หันไปรณรงค์เพื่อ “เบร็กซิท” หลังจากนั้น นายบอริส จอห์นสัน อดีตนายกเทศมนตรีกรุงลอนดอน ที่ถูกมองว่าเป็นทายาทของนายคาเมรอน ก็สร้างความประหลาดใจแก่หลายฝ่ายด้วยการประกาศหนุนให้อังกฤษออกจากอียู

นายคาเมรอนรณรงค์ให้คนสนับสนุนการคงสมาชิกภาพ ด้วยการให้เหตุผลว่าเศรษฐกิจอังกฤษจะแย่ลงหากถอนตัว อย่างไรก็ตาม เขาเจองานหนักในการโต้กลับประเด็นเรื่องผู้อพยพของกลุ่มที่หนุนให้ถอนตัว โดยกลุ่มหนุนให้ถอนตัวระบุว่าต้องลดจำนวนผู้อพยพจากอียูเพื่อบรรเทาความแออัดของสาธารณูปโภค ซึ่งสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่ออังกฤษออกจากอียูเท่านั้น

มีข่าวแทบทุกสัปดาห์ว่าเก้าอี้ผู้นำของนายคาเมรอนจะสั่นคลอน หากผลประชามติให้ออกจากอียู ขณะที่โพลล์ระบุว่าชาวอังกฤษส่วนมากต้องการให้นายคาเมรอนลาออกหากแพ้ในครั้งนี้

ท้ายที่สุด การเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีอาจเป็นหนึ่งในผลกระทบที่ไม่ค่อยมีความสำคัญเท่ากับการที่ประเทศต้องตกสู่กระแสแห่งความไม่แน่นอน

เมื่อนายคาเมรอนก้าวลงจากตำแหน่งแล้ว นายจอห์นสัน ซึ่งเป็นแกนนำในการรณรงค์ให้ถอนตัว ก็โดดเด่นขึ้นมาทันที นายจอห์นสันเคยเป็นนักข่าวประจำกรุงบรัสเซลส์ และรณรงค์ด้วยการอ้างถึงความคลุมเครือในกฎระเบียบของอียู ตั้งแต่การห้ามกล้วยหอมที่โก่ง ไปจนถึงการห้ามเด็กเป่าลูกโป่ง แม้กฎระเบียบหลายข้อเขาจะพูดขึ้นเองก็ตาม

นายจอห์นสันคงท่าทีต้อนรับผู้อพยพ เหมือนเมื่อครั้งเป็นนายกเทศมนตรี ทั้งยังเคยสนับสนุนให้ตุรกีเป็นสมาชิกอียู แต่ระหว่างการรณรงค์ปรากฏว่าเขาไปพูดตามคนอื่นที่เตือนว่าอาจมีชาวตุรกีหลายสิบล้านหลั่งไหลเข้าอังกฤษ

แต่ดูเหมือนสาธารณชนจะให้อภัยกับท่าทีที่ไม่คงเส้นคงวาของเขา และเลือกเขาเป็นนายกเทศมนตรีอีกสมัย ทั้งยังช่วยให้การรณรงค์ถอนตัวของเขาประสบความสำเร็จ ท่ามกลางการคาดหมายมาตลอดว่านายจอห์นสันมีความทะเยอทะยานทางการเมืองและอยากขึ้นเป็นนายกฯ แม้เจ้าตัวยังไม่ประกาศชัดก็ตาม

ขณะนี้นายจอห์นสันเป็นตัวเก็งที่ถูกจับตามากที่สุดว่าจะทำหน้าที่ผู้นำแทน แต่เขาก็จะเผชิญงานหนักในการหลอมรวมพรรคอนุรักษนิยมที่แตกแยกกันอย่างหนัก

นายจอห์นสันเป็นอีกคนหนึ่งที่เคยเข้าเรียนที่อีตัน และเป็นรุ่นพี่นายคาเมรอน 2 ปี ทั้งยังเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดเหมือนกัน จากนั้นก็เป็นนักข่าวให้หนังสือพิมพ์เดอะไทมส์และเดลีเทเลกราฟ

อีกคนหนึ่งที่มีบทบาทในค่ายหนุนให้ถอนตัว คือนายไนเจล ฟาราจ ผู้อุทิศทั้งอาชีพรณรงค์ให้อังกฤษถอนตัว ในฐานะหัวหน้าพรรคยูเคอินดีเพนเดนซ์ (ยูเคไอพี) ซึ่งบีบให้นายคาเมรอนต้องรับปากว่าจะจัดการลงประชามติ

นายฟาราจ วัย 52 ปี เป็นคนพูดตรงไปตรงมาและชอบหวนหาอดีตซึ่งเศรษฐกิจของประเทศเข้มแข็งกว่านี้ อีกทั้งยังมีผู้อพยพน้อยกว่า นอกจากนั้นอังกฤษยังมีความยิ่งใหญ่