หนึ่งปีหลังจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประสบกับวิกฤตผู้ลี้ภัยครั้งเลวร้ายที่สุด หลายสิ่ง ดูเหมือนจะดีขึ้น แต่ลึก ๆ สถานการณ์ยังคงน่าหวาดหวั่น
เอมี สมิธ กล่าวว่าผู้อำนวยการองค์การโฟร์ติฟายไรท์ส ซึ่งมีฐานปฏิบัติการในกรุงเทพฯ หนึ่งปีหลังจากเกิดวิกฤตเรือมนุษย์ แต่สำหรับผู้รอดชีวิตหลายคนวิกฤตยังคงดำเนินอยู่
ทุก ๆ ปีชาวมุสลิมโรฮิงญาหลายพันคนต้องหนีออกจากเมียนมา ที่ซึ่งพวกเขาต้องเผชิญความยากลำบากและถูกกดขี่ชนิดที่เทียบเท่ากับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เลยทีเดียว สมิธกล่าวว่า ชาวโรฮิงญาที่หนีออกจากรัฐยะไข่ไม่ใช่ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ แต่พวกเขาเป็นผู้ลี้ภัยที่ถูกบังคับให้ออกนอกประเทศ ที่พวกเขาไม่มีเสรีภาพในการเดินทาง และถูกจำกัดให้อยู่ในค่ายริมทะเล
ข้อมูลจากโฟร์ติฟายไรท์ส ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2555 มีชาวโรฮิงญาอพยพออกจากเมียนมากว่า 170,000 คน แต่การเดินทางต้องหยุดชะงักไปเมื่อกลางปี 2558 เมื่อตำรวจไทยพบหลุมศพหมู่หลายหลุม ในค่ายพักของขบวนการค้ามนุษย์ใกล้ชายแดนไทย-มาเลเซีย ที่เชื่อกันว่าเป็นค่ายชาวโรฮิงญา หลังจากนั้นทางการไทยจึงปราบปรามเครือข่ายค้ามนุษย์อย่างหนัก จับกุมผู้เกี่ยวข้องได้หลายคนรวมทั้งตำรวจและข้าราชการฝ่ายอื่น ๆ
อย่างไรก็ตาม ผู้อำนวยการองค์การโฟร์ติฟายไรท์สเตือนว่า วิกฤตอาจจะปะทุขึ้นอีกในเร็ว ๆ นี้ เมื่อฤดูมรสุมหมดไปและรัฐบาลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เตรียมการรับมือวิกฤตรอบใหม่ไว้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ได้อยู่ในระดับที่พร้อมจะรับมือหรือตอบสนองกับสถานการณ์ได้เลย
ด้านนายโจ ลอว์รี โฆษกแผนกเอเชียขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน หรือไอโอเอ็ม เตือนว่า เครือข่ายขบวนการค้ามนุษย์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งทำรายได้มหาศาล ไม่ได้ถูกถอนรากถอนโคน เพียงแค่หยุดชะงักไปเท่านั้น การค้ามนุษย์ทำกำไรได้มหาศาลยิ่งกว่าการลักลอบค้าอาวุธหรือยาเสพติด หากทุกคนไม่ช่วยกันเฝ้าระวัง การค้ามนุษย์ก็จะกลับมาอีก




