วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยอดฆ่าตัวตายในสหรัฐพุ่ง24%

ยอดคนฆ่าตัวตายในสหรัฐ ปี 2542-2557 พุ่ง24%

รายงานล่าสุดจากรัฐบาลสหรัฐ ระบุว่าอัตราการฆ่าตัวตายในสหรัฐระหว่างปี 2542-2557 พุ่งขึ้นถึง 24% แถมยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหกเดือนแรกของปี 2558

รายงานจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ ระบุว่า การฆ่าตัวตายเป็นสาเหตุอันดับที่ 10 ที่ทำให้คนอเมริกันเสียชีวิต และมีความแตกต่างจากสาเหตุการเสียชีวิตอื่นๆ เช่น โรคหัวใจและโรคมะเร็ง โดยการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นในปี 2557 หากมองย้อนไประหว่างปี 2542-2557 อัตราการฆ่าตัวตายในสหรัฐเพิ่มขึ้นถึง 24% หลังจากลดลงมา 15 ปี

ยิ่งไปกว่านั้น ยังพบว่า หลังปี 2549 การฆ่าตัวตายที่เพิ่มขึ้นยังเร่งให้ค่าเฉลี่ยการฆ่าตัวตายต่อปีหลังปี 2549 สูงขึ้นมาอยู่ที่ 2% จากเดิมตั้งแต่ปี 2542-2549 อยู่ที่ประมาณ 1%นอกจากนี้อัตราการฆ่าตัวตายยังสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหกเดือนแรกของปี 2558 ด้วย

รายงานยังพบด้วยว่า แม้ผู้ชายจะฆ่าตัวตายมากกว่าผู้หญิง แต่ระหว่างปี 2542-2557 อัตราการฆ่าตัวตายของผู้หญิงได้เพิ่มขึ้นมากกว่า
อัตราการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มอายุและทั้งสองเพศ ยกเว้นที่มีอายุ 75 ปีขึ้นไป ที่น่าตกใจคืออัตราการฆ่าตัวตายของเด็กหญิง อายุระหว่าง 5-14 ปี เพิ่มขึ้นถึงสามเท่า แม้ว่าตัวเลขจริงจะยังคงน้อยมาก แต่ถือว่ากลุ่มอายุนี้เป็นกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเจอกับความเปลี่ยนแปลงในชีวิตมากมาย

คณะวิจัยกล่าวว่า เหตุผลในการฆ่าตัวตายมักจะซับซ้อน ซึ่งพวกเขายังไม่เข้าใจลึกซึ้งถึงสาเหตุที่ทำให้อัตราการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นในขณะนี้ แต่พอจะมีคำอธิบายได้อย่างน้อยสองประการ ประการแรกคือเศรษฐกิจขาลง ซึ่งในอดีตอัตราฆ่าตัวตายจะเพิ่มขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ ไร้ความหวังในการหางานทำ

ส่วนประการที่สองคือ มีการใช้ยาแก้ปวด เฮโรอีน และยาเสพติดรุนแรงอื่น ๆ เพิ่มขึ้นมากในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ระหว่างปี 2543-2557 อัตราการเสียชีวิตจากการใช้ยากลุ่มโอปิออยด์เกินขนาด ซึ่งรวมถึงยาแก้ปวดที่ต้องซื้อตามใบสั่งแพทย์ และเฮโรอีน เพิ่มขึ้น3 เท่าการเสียชีวิตประเภทนี้จัดว่าเป็นการฆ่าตัวตายเช่นกัน

ส่วนปัจจัยอื่น ๆ เช่น ประชาชนหลายคนไม่ปรึกษาจิตแพทย์ หรือเข้าถึงบริการจิตเวชได้ยาาก บางคนก็เคยพยายามฆ่าตัวตายมาก่อน และบางครั้งความรุนแรงในครอบครัว การไร้รากฐานทางสังคม และปัญหาสุขภาพเรื้อรังก็อาจมีส่วนด้วย