ความเชื่อมั่นของชาวอังกฤษ ที่มีต่อนายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน ลดลงอย่างมาก หลังเคยได้รับผลประโยชน์จากกองทุนลับในต่างแดน
ความเชื่อมั่นของชาวอังกฤษ ที่มีต่อนายกรัฐมนตรีลดลงอย่างมาก หลังเอกสารปานามาเปิดโปงว่า ผู้นำประเทศคนปัจจุบัน เคยได้รับผลประโยชน์จากกองทุนลับในต่างแดน
ผลสำรวจความคิดเห็นชาวอังกฤษ จัดทำโดยสำนักวิจัยยูกอฟในสัปดาห์นี้ พบว่า ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อนายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน จากพรรคอนุรักษ์นิยม อยู่ที่ 34 %ลดลง 5 จุดจากผลสำรวจเมื่อเดือนก.พ. ซึ่งอยู่ที่ 39%
ขณะที่คะแนนความเชื่อมั่นของกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อนายเจเรมี คอร์บิน ผู้นำฝ่ายค้านจากพรรคแรงงาน เพิ่มขึ้น 5 จุด จาก 25% เป็น 30% และผลสำรวจยังบ่งชี้ด้วยว่า ประชาชนเกินครึ่งเชื่อว่าผู้นำอังกฤษมีพฤติการณ์หลบเลี่ยงภาษี โดยคะแนนไม่ไว้วางใจนายคาเมรอนในเรื่องนี้เพิ่มขึ้นเป็น 68 % ส่วนนายจอร์จ ออสบอร์น รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ตกเป็นเป้าโจมตีในเรื่องการต้องสงสัยหลบเลี่ยงภาษีเช่นกัน และคะแนนไม่ไว้วางใจของประชาชนสูงกว่าคือ 70%
ขณะที่ สมาชิกระดับสูงของพรรคแรงงาน เรียกร้องให้นายคาเมรอนลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากผลสำรวจบ่งชี้ว่า ประชาชนกำลังหมดความเชื่อมั่นในตัวผู้นำประเทศ
ผลสำรวจได้รับการเผยแพร่ออกมา หลังจากผู้นำอังกฤษ ยอมรับผ่านสื่อเมื่อวันพฤหัสบดี ว่าเคยถือครองหุ้นใน “แบลร์มอร์ อินเวสต์เมนต์” กองทุนนอกอาณาเขตซึ่งจดทะเบียนในบาฮามาส และบริหารงานโดยนายเอียน คาเมรอน บิดาซึ่งถึงแก่กรรมไปแล้วเมื่อปี 2553 แม้นายคาเมรอน จะยืนยันว่าเทขายหุ้นทั้งหมดแล้วก่อนรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และชำระภาษีจากผลกำไรของการขายหุ้นตามกฎหมาย แต่หลายฝ่ายเชื่อว่าข้อมูลดังกล่าว ซึ่งปรากฏอยู่ในเอกสารปานามา ที่เปิดโปงการทำธุรกรรมลับของลูกค้าชั้นสูงทั่วโลกผ่านการดูแลของมอสแซค ฟอนเซกา บริษัทกฎหมายในปานามา ไม่น่าจะเป็นความลับเดียวของนายคาเมรอน





