"กระทรวงการคลังอังกฤษ" ปรับลดแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจทั้งในปีนี้และปีหน้า พร้อมเสนอเก็บภาษีน้ำอัดลมเป็นครั้งแรก
นายจอร์จ ออสบอร์น รมว.กระทรวงการคลังอังกฤษ แถลงต่อที่ประชุมสภาสามัญ เมื่อวันพุธ เผยร่างแผนงบประมาณฉบับใหม่สำหรับการบริหารการเงินการคลังระหว่างปี 255-2560 ว่าสหราขอาณาจักรกำลังอยู่ท่ามกลางความเสี่ยงในการถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) หากผลการลงประชามติในวันที่ 23 มิ.ย. นี้บ่งชี้เช่นนั้น ภาวการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ
ทั้งนี้ ออสบอร์นเตรียมปรับลดงบประมาณรายจ่ายที่ "ไม่จำเป็น" เพิ่มอีก 5,300 ล้านปอนด์ (ราว 265,000 ล้านบาท) ภายในปี 2563 และตั้งเป้าหมายให้ปรับลดแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรในปีนี้ ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของยุโรปรองจากเยอรมนี ลงมาอยู่ที่ 2.0% จากเดิม 2.4% และ 2.2% ในปีนี้ ลดลงจาก 2.5%
ขณะเดียวกัน รัฐบาลอังกฤษประกาศเพิ่มอัตราภาษีบุหรี่อีก 2% และอีก 3% สำหรับยาสูบม้วนประเภทอื่น ขณะที่อัตราภาษีสำหรับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเครื่อมดื่มผลไม้แบบไซเดอร์ยังเท่าเดิม นอกจากนี้ ออสบอร์นสร้างความฮือฮาให้แก่ที่ประชุม ด้วยการเสนอการเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ อาทิ น้ำอัดลม
แม้ยังไม่ระบุอัตราเรียกเก็บชัดเจน แต่ออสบอร์นอธิบายการเรียกเก็บภาษีจะมีผลกับเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเกิน 5 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร ไม่รวมน้ำผลไม้และนม โดยประเมินในเบื้องต้นว่า จะสร้างรายได้ให้แก่รัฐบาลสูงถึง 500 ล้านปอนด์ต่อปี (ราว 25,000 ล้านบาท) ซึ่งหากคำนวณแบบคร่าวจะอยู่ที่ราว 18-24 เพนนีต่อลิตร (ราว 9-12 บาท)
อย่างไรก็ตาม สหพันธ์อาหารและเครื่องดื่มแห่งสหราชอาณาจักรวิจารณ์ว่า มาตรการดังกล่าวแทบไม่ส่งผลต่อนโยบายด้านสาธารสุขและอาจส่งผลกระทบกับงานในอุตสาหกรรมน้ำอัดลมที่ต้นทุนการผลิตจะสูงขึ้น ด้านราคาหุ้นของบริษัทเครื่องดื่มยักษ์ใหญ่หลายแห่งปิดตลาดลดลงถึง 5% ทั้งในตลาดนิวยอร์กและลอนดอน





