สหประชาชาติ (ยูเอ็น) เตือนว่า อาชญากรรมข้ามชาติกำลังขยายตัวไปทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังเปิดประชาคมอาเซียนเมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา
สำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเอ็นโอดีซี ออกรายงานเตือนว่า อาชญากรรมข้ามชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากมีการเปิดประชาคมอาเซียนเมื่อเดือนธันวาคม ซึ่งแม้ทำให้เศรษฐกิจในภูมิภาคคล่องตัวขึ้นแต่ก็ทำให้การทำงานข้ามพรมแดนของตำรวจยุ่งยากขึ้นไปด้วย
ยูเอ็นโอดีซี ระบุว่า การค้าไม้เป็นหนึ่งในอาชญากรรมที่สร้างกำไรมหาศาลให้กับแก๊งอาชญากรรมอีกทั้งยังมีความเสี่ยงต่ำ โดยคาดว่า 30-40% ของผลิตภัณฑ์ไม้ทั้งหมดซึ่งส่งออกจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นไม้ผิดกฎหมาย เนื่องจากความไม่เข้มงวดของกฎเกณฑ์และการสอดส่องการค้าไม้เถื่อนของเจ้าหน้าที่
ขณะเดียวกัน ยูเอ็นโอดีซียังระบุว่าการผลิตและค้ายาเสพติดในภูมิภาคยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเมียนมาซึ่งยังคงเป็นผู้ผลิตเฮโรอีนรายใหญ่อันดับ 2 ของโลกรองจากอัฟกานิสถาน ส่วนการส่งออกสินค้าก็เป็นอีกหนึ่งจุดอ่อนสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งในแต่ละปีมีตู้คอนเทนเนอร์สินค้า 500 ล้านตู้จากทั่วโลกผ่านน่านน้ำในภูมิภาค คิดเป็นมูลค่าการค้าราว 5.3 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราว 183 ล้านล้านบาทแต่กลับมีตู้คอนเทนเนอร์ที่ถูกตรวจตราโดยเจ้าหน้าไม่ถึง 2 ใน 3 ของทั้งหมด
ตัวแทนของยูเอ็นโอดีซี นายเจเรมี ดักลาส กล่าวว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่เหมือนภูมิภาคอื่นๆ โดยมีทั้งประเทศร่ำรวยที่สุดอย่างสิงคโปร์ ไปจนถึงประเทศยากจนที่สุดอย่างลาวและเมียนมา ซึ่งหากรัฐบาลในภูมิภาคไม่ปรับปรุงระบบการควบคุมศุลกากรและนโยบายเพื่อปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้ กลุ่มประเทศยากจนก็จะได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด
ทั้งนี้ ยูเอ็นคาดการณ์ว่า การค้าผิดกฎหมายทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกในขณะนี้มีมูลค่ากว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 3.45 ล้านล้านบาท มากกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพีของเมียนมา ลาว และกัมพูชารวมกัน





