"รัสเซีย" แนะสหรัฐและพันธมิตรอาหรับทบทวนแผนการส่งทหารราบเข้าไปในซีเรีย ชี้อาจทำบานปลายเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3
หนังสือพิมพ์ "ฮันเดลสบลัตต์" ของเยอรมนี ตีพิมพ์บทสัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรีดมิทรี เมดเวเดฟ ว่าสหรัฐและรัสเซียต้องทุ่มแทแรงกดดันไปยังทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในซีเรีย เพื่อให้ข้อตกลงหยุดยิงบรรลุผล และกล่าวถึงการที่ประเทศอาหรับหลายแห่งออกมาแสดงความพร้อมในเวลาไล่เลี่ยกันเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เรื่องปฏิบัติการภาคพื้นดินในซีเรีย หากได้รับความเห็นชอบจากกองกำลังพันธมิตรที่มีสหรัฐเป็นหัวเรือใหญ่ ว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดมาก เนื่องจากการใช้ทหารราบมักทำให้สงครามยืดเยื้อ
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีรัสเซียยกตัวอย่างสถานการณ์ในลิเบียและอัฟกานิสถาน ซึ่งเป็นความเลวร้ายที่ไม่มีใครต้องการให้เกิดขึ้นอีก รัฐบาลมอสโกจึงขอให้ทั้งสหรัฐและกลุ่มประเทศอาหรับทบทวนเรื่องนี้อย่างละเอียด ว่าต้องการสงครามยืดเยื้อจริงหรือ เนื่องจากการสู้รบลักษณะนี้ใช่ว่าจะยุติได้อย่างรวดเร็ว ยิ่งสำหรับกลุ่มประเทศในอาหรับหลายแห่งที่รบรากันเองอยู่แล้ว แนวทางที่ทุกฝ่ายสมควรปฏิบัติตามมากที่สุดในเวลานี้ คือการเจรจาอย่างสันติตามกระบวนการทางการทูต ไม่ใช่การผลักดันให้เกิดสงครามโลกครั้งใหม่
เมดเวเดฟกล่าวทิ้งท้ายว่า ไม่มีอำนาจใดที่สามารถแสดงพลังได้เพียงฝ่ายเดียว สงครามกลางเมืองในซีเรียเป็นความขัดแย้งอันซับซ้อน ระหว่างประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาดกับกลุ่มต่อต้านรัฐบาลที่แตกยิบย่อยออกเป็นอีกหลายสาขา การยุติสงครามครั้งนี้ให้ได้อย่างถาวรอาจต้องใช้เวลานานหลายปี หรือหลายทศวรรษ
ขณะที่นายมาร์ค โทเนอร์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่า ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของรัสเซียในจังหวัดอเลปโป ทางตะวันตกเฉียงเหนือของซีเรีย ที่ทวีความรุนแรงมาตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. คือการทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไปกว่าเดิม และเสี่ยงทำลายความพยายามของทุกฝ่ายที่กำลังผลักดันการเจรจาสันติภาพ





