"สี จิ้นผิง"สิ้นสุดเยือนตะวันออกกล่าง"ซาอุดิอาระเบีย-อียิป-อิหร่าน-กลุ่มอาหรับ"มุ่งเสริมสร้างความสัมพันธ์ ภายใต้โครงการ "Belt and Road"
นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้สิ้นสุดการเดินทางเยือนตะวันออกกลางแล้ว หลังจากที่ได้เยือนอิหร่าน เป็นประเทศสุดท้ายในการเดินทางเยือน 3 ชาติตะวันออกกลางอย่างเป็นทางการ โดยมีเป้าหมายที่จะกระชับความสัมพันธ์และส่งเสริมความร่วมมือ
นายสี จิ้นผิง ได้หารือด้านความร่วมมือกับผู้นำซาอุดิอาระเบีย อียิปต์ และอิหร่าน ภายใต้กรอบการทำงานของโครงการ "Belt and Road" และเปิดเผยโครงการความร่วมมือในด้านต่างๆ อาทิ กำลังผลิตภาคอุตสาหกรรม ระบบโครงสร้างพื้นฐาน และพลังงาน
"ในการเยือนตะวันออกกลางของประธานาธิบดีจีนครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดทางให้จีนได้ยกระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับซาอุดิอาระเบีย และอิหร่าน ตามลำดับ ในด้านความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม และถือเป็นการกำหนดสถานะการให้ความร่วมมือที่ใกล้ชิดมากขึ้นในหลากหลายด้าน"
นายสี จิ้นผิง ได้พยายามยกระดับการเจรจาเพื่อเป็นแนวทางคลี่คลายความแตกร้าวในตะวันออกกลาง และเปิดเผยโครงการให้ความช่วยเหลือใหม่ๆเพื่อสนับสนุนการพัฒนา ซึ่งเขากล่าวว่าเป็นสิ่งสำคัญในการเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ขณะเดียวกันจุดยืนที่ชัดเจนว่า จีนไม่ได้พยายามที่จะแก้ไขภาวะ"สุญญากาศ" ในตะวันออกกลาง แต่มีความต้องการที่จะสร้าง"เครือข่ายแห่งความร่วมมือที่ให้ผลประโยชน์ร่วมกัน"
ยกระดับความสัมพันธ์กับอิหร่าน
ในระหว่างการเยือนอิหร่าน ประธานาธิบดีจีนเห็นพ้องกับประธานาธิบดีฮัสซัน รูฮานี ของอิหร่าน ที่ยกเพิ่มความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีของทั้ง 2 ประเทศ
"จีนพร้อมแล้วที่จะร่วมกับอิหร่านเพื่อยกระดับความร่วมมือที่จะมอบประโยชน์ร่วมกันในด้านต่างๆ อาทิ การเมือง เศรษฐกิจและการค้า พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน ความมั่นคง และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและระหว่างประชาชนเพื่อไปสู่ระดับใหม่" ประธานาธิบดีจีนกล่าว
ด้านประธานาธิบดีฮานี กล่าวว่า อิหร่านจะตอบรับโครงการ Belt and Road อย่างจริงจัง โดยโครงการดังกล่าวนี้เป็นวิสัยทัศน์ที่ปธน.สีผลักดันในปี 2546 เพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยงระหว่างกันและการพัฒนาในแนวทางเดียวกันตลอดเส้นทางสายไหม ซึ่งเป็นเส้นทางบนบกและทางทะเลในสมัยโบราณ
ทั้ง 2 ฝ่ายได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความเข้าใจว่าด้วยการร่วมกันดำเนินการโครงการดังกล่าว
เขากล่าวว่า จีนหวังว่าข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน ซึ่งได้แก่ ข้อตกลงแผนปฏิบัติการร่วมที่สมบูรณ์แบบในระยะยาว (JCPOA) จะสามารถดำเนินการได้อย่างราบรื่น
"จีนและอิหร่านเห็นพ้องกันที่จะตั้งกลไกการประชุมประจำปีระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศของ 2 ประเทศ โดยผู้นำทั้งสองกล่าวว่า จีนสนับสนุนให้อิหร่านเข้าร่วมเป็นสมาชิกแบบเต็มขององค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ "
ส่งเสริมการพัฒนาตะวันออกกลาง
ประธานาธิบดีจีน ได้เดินทางเยือนอียิปต์ซึ่งเป็นประเทศที่ 2 ในการเยือนตะวันออกกลาง และนับเป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปี ที่ผู้นำจีนเดินทางเยือนอียิปต์อย่างเป็นทางการ โดยทั้ง 2 ประเทศกำลังฉลองครบรอบ 60 ปีการก่อตั้งความสัมพันธ์ทางการทูต
ในระหว่างการเยือนอียิปต์ของผู้นำจีนนั้น ทั้ง 2 ฝ่ายได้ลงนามในเอกสารระยะ 5 ปี เพื่อผลักดันความสัมพันธ์ระหว่างกันให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น โดยเอกสาร 18 หน้าระบุว่า ทั้ง 2 ฝ่ายจะสนับสนุนความร่วมมือในด้านต่างๆ อาทิ การเมือง การค้า และเศรษฐกิจ รวมถึงการทหาร และความมั่นคง
"จีนจะเดินหน้าพัฒนาความสัมพันธ์กับอียิปต์ โดยเริ่มจากแง่มุมด้านยุทธศาสตร์ในระยะยาว" ประธานาธิบดีจีน กล่าว
นาย สี จิ้นผิง ระบุว่า จีนและอียิปต์ควรร่วมกันผลักดันอียิปต์ให้มีส่วนสำคัญในโครงการ" Belt and Road" พร้อมกับกล่าวว่า จีนและอียิปต์ควรปรับกลยุทธ์และวิสัยทัศน์ด้านการพัฒนา ตลอดจนการมุ่งเน้นไปที่ความร่วมมือด้านการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานและกำลังผลิตภาคอุตสาหกรรมให้อยู่ในแนวทางเดียวกัน
"จีนพร้อมที่จะร่วมมือในโครงการที่สำคัญของอียิปต์ รวมถึงการพัฒนาแนวคลองสุเอซ และการก่อสร้างเมืองหลวงศูนย์กลางบริหารแห่งใหม่ โดยเชื้อเชิญให้ประธานาธิบดีอับเดล ฟัตตะห์ เอล-ซิซีแห่งอียิปต์เข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำ จี 20 ในเมืองหางโจวของจีนในเดือนก.ย.ปีนี้"ประธานาธิบดี จีน กล่าว
ผู้นำจีนกล่าวว่า หัวใจสำคัญในการแก้ไขปัญหาความแตกต่างในตะวันออกกลางคือการยกระดับการเจรจา และหัวใจสำคัญในการจัดการอุปสรรค์ต่างๆในภูมิภาคคือการส่งเสริมการพัฒนา
เขากล่าวว่า รัฐบาลจีนเห็นชอบมอบเงิน 50 ล้านหยวน หรือประมาณ 7.53 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อช่วยพัฒนาความเป็นอยู่ของชาวปาเลสไตน์ และมอบเงิน 230 ล้านหยวน หรือราว 35 ล้านดอลลาร์ ให้แก่ซีเรีย จอร์แดน เลบานอน ลิเบีย และเยเมน เพื่อเป็นความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ประกาศโครงการเงินกู้ยืมเพื่อส่งเสริมการพัฒนาในตะวันออกกลาง ประกอบด้วยสินเชื่อพิเศษ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ สินเชื่อเพื่อการพาณิชย์ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ และสินเชื่อแบบมีเงื่อนไขผ่อนปรน 1 หมื่นล้านดอลลาร์ รวมถึงกองทุนการลงทุนรวม 2 หมื่นล้านดอลลาร์
ร่วมมือพลังงานกับซาอุดิอาระเบีย
ประธานาธิบดีจีน เริ่มต้นการเยือนตะวันออกลางที่เป็นซาอุดิอาระเบียเป็นประเทศแรก โดยได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระราชาธิบดีซัลมาน บิน อับดุลอาซิส อัล ซาอัด เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ผู้นำทั้ง 2 เห็นพ้องกันที่ยกระดับความร่วมมือของ 2 ประเทศไปสู่ความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์แบบครอบคลุม
นายสี จิ้นผิง กล่าวเกี่ยวกับยกระดับความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศว่า "ผมเชื่อว่าสิ่งนี้จะทำให้ความไว้วางใจเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างกันลึกซึ้งมากขึ้น นำไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ขึ้น จากความร่วมมือที่ให้ผลประโยชน์ร่วมกัน และช่วยส่งเสริมและขยายผลประโยชน์ที่เรามีร่วมกันในด้านกิจการระหว่างประเทศและภูมิภาคให้กว้างออกไป"
ระหว่างที่ ประธานาธิบดีจีน เยือนซาอุดิอาระเบียนั้น ทั้ง 2 ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านกำลังการผลิตอุตสาหกรรม โดยเห็นพ้องที่จะเดินหน้าความร่วมมือภายใต้โครงการ Belt and Road นอกจากนี้ ผู้นำทั้ง 2 ยังได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือจำนวนมาก ครอบคลุมภาคต่างๆ ได้แก่ พลังงาน การสื่อสาร สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม อวกาศ และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ความร่วมมือด้านพลังงานถือเป็นส่วนสำคัญในการเยือนครั้งนี้ ซึ่งระหว่างนี้ผู้นำทั้ง 2 เห็นพ้องกันที่จะสร้างความร่วมมือด้านพลังงานในะระยะยาวและมีความมั่นคง ขณะที่ซาอุดิอาระเบีย เป็นซัพพลายเออร์น้ำมันในต่างประเทศรายใหญ่ที่สุดของจีน
ร่วมมือของรัฐอาหรับในอ่าวอาหรับ
นอกจากนี้ ประธานาธิบดีสี จิ้น ผิง ยังได้พบกับผู้นำของสภาความร่วมมือของรัฐอาหรับในอ่าวอาหรับ(จีซีซี) โดยเขากล่าวว่า จีนเต็มใจที่จะเดินหน้าความร่วมมือพลังงานที่ครอบคลุมกับประเทศกลุ่มจีซีซี และพร้อมที่จะเป็นตลาดพลังงานที่เชื่อถือได้ มีเสถียรภาพ ในระยะยาว
"ผู้นำจีนยังได้เข้าร่วมพิธีเปิดโรงกลั่นน้ำมันยาสเรฟ ซึ่งเป็นการร่วมทุนซึ่งมีมูลค่าการลงทุนเกือบ 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย Sinopec ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันรายใหญ่ของจีนถือหุ้นอยู่ 37.5%"
การเปิดตัวโรงกลั่นน้ำมันครั้งนี้ มีความสอดคล้องกับแผนพัฒนาแห่งชาติของซาอุดิอาระเบียและสอดคล้องกับการดำเนินการของจีน ที่จะร่วมมือกับประเทศในภูมิภาคตามโครงการ "Belt and Road"
ในระหว่างการเดินทางเยือนตะวันออกกลางในครั้งนี้ จีนและกลุ่มจีซีซี ประกาศว่าทั้ง 2 ฝ่าย มุ่งมั่นที่จะร่วมงานกันอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถทำข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) แบบครอบคลุมภายในปี 2559





