ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐ-ยุโรปดิ่งหนัก ช่วงแรกของการซื้อขายดาวโจนส์ดิ่งลงกว่า 1,000 จุด หวั่นเศรษฐกิจจีนแย่กว่าคาด ขณะที่ราคาน้ำมันต่ำสุดรอบ 6 ปี
นักลงทุนต่างตื่นตระหนก เพราะหลังเปิดตลาดหุ้นสหรัฐเมื่อคืนที่ผ่านมาเพียง 10 นาที ดัชนีหุ้นดาวโจนส์ก็ดิ่งลงเกินกว่า 1,000 จุด จากแรงเทขายอย่างหนักของนักลงทุนที่วิตกกังวลเรื่องเศรษฐกิจในจีน แม้ดัชนีจะกระเตื้องขึ้นมาได้บ้างจากแรงซื้อหุ้นของแอปเปิล ที่ประกาศชัดเจนว่ายังมั่นใจตลาดในจีน แต่สุดท้ายเมื่อปิดตลาด ดาวโจนส์ปิดที่ 15,871.28 จุด ตกลงไป 558 จุด หรือ 3.58 % มากที่สุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2554 ส่วนดัชนีแนสแดค ร่วงเช่นกัน 179.79 จุด หรือ 3.82% ปิดที่ 4,526.25 จุด หุ้นเอสแอนด์พี 500 ลบ 77.68 จุด ปิดที่ 1,893.21 จุด หรือ 3.94%
ดัชนีหุ้นสหรัฐร่วงตามตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ที่ปิดตลาดร่วงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 8 ปี เช่นเดียวกับตลาดหุ้นทั่วโลกทั้งตลาดหุ้นสำคัญในยุโรป ทั้งอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี ต่างร่วงผลอยเช่นกันอย่างน้อยที่สุด 4.5%
นายไมเคิล เจมส์ ผู้จัดการใหญ่บริษัทเวดบุช เซคิวริตี้ กล่าวว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอีก 2- 3 วันข้างหน้านี้คือความผันผวน ไม่ว่าจะขึ้นหรือลงก็ตาม
ด้านราคาน้ำมันในตลาดโลกก็ร่วงเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะสหรัฐ ราคาน้ำมันปิดที่ต่ำกว่า 40 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี อันเป็นผลมาจากความหวั่นเกรงเศรษฐกิจของจีนจะอ่อนตัวลง ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส งวดส่งมอบเดือนตุลาคม ร่วงลงมา 2.21 ดอลลาร์สหรัฐ เหลือ 38.24 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ที่ตลาดนิวยอร์ก ส่วนที่ตลาดลอนดอน น้ำมันดิบเบรนท์ทะเลเหนือ ส่งมอบเดือนตุลาคม ลดลง 2.80 ดอลลาร์สหรัฐ เหลือ 42.69 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งต่ำสุดในรอบ 6 ปีเช่นกัน





