"ไอเอ็มเอฟ"คาดเศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 3.3% ในปี 2558 น้อยกว่าปี 2557 เนื่องจากเศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้วฟื้นตัวช้า
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ(ไอเอ็มเอฟ)ปรับปรุงรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก เมื่อวันที่ 9 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยปรับลดคาดการณ์การขยายตัวเศรษฐกิจโลกลง เนื่องจากการฟื้นตัวของประเทศพัฒนาแล้วช้ากว่าคาด มีรายละเอียดดังนี้
-ไอเอ็มเอฟคาดว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 3.3% ในปี 2558 น้อยกว่าปี 2557 เนื่องจากเศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้วฟื้นตัวช้าและประเทศตลาดเกิดใหม่และกำลังพัฒนาชะลอตัว แต่ในปี 2559 คาดว่าจะสามารถขยายตัวได้ 3.8%
-อุปสรรคสำคัญคือในไตรมาสแรกของปีนี้ เศรษฐกิจสหรัฐฯฟื้นตัวช้า ทำให้ต้องปรับคาดการณ์การขยายตัวเศรษฐกิจโลกจากคาดการณ์เมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ตัวขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจค่อยๆเร่งตัวขึ้นในประเทศพัฒนาแล้ว คือ เงื่อนไขทางการเงินที่เอื้ออำนวย นโยบายการคลังที่สมดุลในยูโรโซน ราคาพลังงานระดับต่ำ และการปรับปรุงความเชื่อมั่นและสภาพการจ้างงาน ยังคงเป็นไปในทิศทางที่ดี
-เศรษฐกิจในตลาดเกิดใหม่ การขยายตัวชะลอลงมาจากหลายปัจจัย รวมถึงราคาสินค้าลดลงและสภาพทางการเงินตึงตัว ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของจีนและปัญหาจากการเมือง ซึ่งการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศที่มีปัญหาน่าจะฟื้นตัวมาเติบโตได้ในปี 2559
-กิจกรรมทางเศรษฐกิจของโลกยังคงมีแนวโน้มขาลง โดยความเสี่ยงในระยะสั้น คือ ความผันผวนในตลาดเงินเพิ่มขึ้น และการเปลี่ยนแปลงในราคาสินทรัพย์อย่างรวดเร็ว ขณะที่การเติบโตผลผลิตที่มีศักยภาพต่ำยังคงเป็นความเสี่ยงในระยะกลาง ทั้งประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา นอกจากนี้ราคาสินค้าในระดับต่ำยังเพิ่มความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนา หลังจากเคยเติบโตอย่างแข็งแกร่งมาหลายปี
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการปรับคาดการณ์
การเติบโตช้าในไตรมาสแรก
ในไตรมาสแรกของปี 2558 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการทบทวนประมาณการเศรษฐกิจของไอเอ็มเอฟ ขยายตัวเพียง 2.2% น้อยกว่าคาดการณ์ถึง 0.8% จากการคาดการณ์ในเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา การหดตัวสะท้อนให้เห็นถึงการหดตัวอย่างผิดความคาดหมายของผลผลิตในสหรัฐ รวมถึงแคนาดาและเม็กซิโก ปัจจัยสำคัญ คือสภาพอากาศหนาวจัดและการปิดท่าเรือ รวมถึงการลดค่าใช้จ่ายลงทุนในอุตสาหกรรมน้ำมัน ส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐฯชะลอลง
สำหรับเศรษฐกิจนอกอเมริกาเหนือ มีทั้งปัจจัยบวกและลบ โดยการเติบโตในผลผลิตและอุปสงค์ในตลาดเกิดใหม่และกำลังพัฒนาอ่อนตัวตามที่คาดการณ์ไว้
การฟื้นตัวของราคาน้ำมัน
ราคาน้ำมันฟื้นตัวมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ในไตรมาส 2 สะท้อนถึงอุปสงค์และการคาดการณ์ว่าการผลิตน้ำมันในสหรัฐฯจะลดลงเร็วกว่าที่เคยประเมินไว้ อย่างไรก็ตาม คาดว่าราคาน้ำมันเฉลี่ยในปี 2558 จะอยู่ที่ระดับ 59 ดอลลาร์/บาร์เรล โดยการผลิตน้ำมันจะเหนือระดับปี 2557 และการลงทุนเพื่อผลิตน้ำมันยังคงเพิ่มขึ้น แต่การลดการลงทุนผลิตน้ำมันในสหรัฐฯทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจอ่อนตัวลง
เงินเฟ้อ
ในฟื้นตัวของราคาน้ำมัน ทำให้ราคาเชื้อเพลิงเริ่มขยับขึ้น โดยเงินเฟ้อเริ่มขยับขึ้นในประเทศพัฒนาแล้ว แต่ผลจากภาวะเงินเฟ้อต่ำในช่วงต้นปียังส่งผลมากกว่าคาดการณ์ โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ซึ่งอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังคงทรงตัวในระดับต่ำ รวมถึงในประเทศกำลังพัฒนา ที่อุปสงค์ภายในลดลง ทำให้เงินเฟ้อปรับตัวลดลง
ปรับคาดการณ์ใหม่
การเติบโตทางเศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้วคาดว่าจะเพิ่มจาก 1.8% ในปี 2557 ไปสู่ระดับ 2.1% ในปี 2558 และ 2.4% ในปี 2559 โดยค่อยๆฟื้นตัวมากกว่าที่คาดไว้เมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ส่วนประเทศกำลังพัฒนาคาดว่าจะลดลงจาก 4.6% ในปี 2557 เหลือ 4.2% ในปี 2557
จากปัจจัยดังกล่าว ไอเอ็มเอฟ ปรับลดตัวเลขคาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกประจำปีนี้ เพื่อปรับตัวรับผลกระทบที่เกิดจากความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ ของสหรัฐในช่วงที่ผ่านมา
ไอเอ็มเอฟระบุว่า แนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีหน้ายังคงเหมือนเดิมถึงแม้เกิดวิกฤตหนี้กรีซและตลาดการเงินจีนแกว่งตัวผันผวนในระยะนี้
ไอเอ็มเอฟคาดว่าเศรษฐกิจโลกน่าจะขยายตัว 3.3% ในปีนี้ โดยปรับลดลง 0.2% จากตัวเลขคาดการณ์ในเดือนเม.ย. นอกจากนี้ ไอเอ็มเอฟยังระบุว่าเศรษฐกิจโลกอาจจะขยายตัว 3.8% ในปีหน้า ซึ่งเท่ากับตัวเลขคาดการณ์ครั้งก่อน
ไอเอ็มเอฟระบุว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้ไอเอ็มเอฟปรับลดตัวเลขคาดการณ์ในครั้งนี้คือเศรษฐกิจสหรัฐ โดยเศรษฐกิจสหรัฐหดตัวลง 0.7% ต่อปีในไตรมาสแรก โดยได้รับแรง กดดันจากพายุหิมะ, การแข็งค่าของดอลลาร์ และปัญหาขัดข้องในท่าเรือชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐ
ไอเอ็มเอฟคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐอาจเติบโต 2.5% ในปีนี้ เทียบกับระดับ 3.1% ที่เคยคาดการณ์ไว้ในเดือนเม.ย. โดยไอเอ็มเอฟระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจเฉื่อยชาในสหรัฐได้ลุกลามออกไปยังแคนาดาและเม็กซิโกด้วย
นายโอลิวิเยร์ บลองชาร์ด หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของไอเอ็มเอฟกล่าวว่า “ปัจจัยส่วนใหญ่เกิดจากอุบัติเหตุ และเศรษฐกิจในช่วงต่อไปในปีนี้ไม่น่าจะได้รับผลกระทบมากนัก” ไอเอ็มเอฟยังคงคาดการณ์ตามเดิมว่า เศรษฐกิจยูโรโซนจะเติบโตเร็วขึ้น ถึงแม้กรีซใกล้ที่จะผิดนัดชำระหนี้และถอนตัวออกจากยูโรโซน
นายบลองชาร์ดกล่าวว่า “การทดสอบภาวะวิกฤติในช่วง 10 วันที่ผ่านมาจากเหตุการณ์ในกรีซทำให้เรามีความเชื่อมั่น และทำให้เราคิดว่าถ้าหากสถานการณ์ในกรีซเลวร้ายลง ประเทศอื่นๆ ก็น่าจะรอดพ้นจากปัญหานี้ได้เป็นอย่างดี”
ในส่วนของประเทศกำลังพัฒนานั้น ไอเอ็มเอฟระบุว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจได้รับแรงกดดันจากการร่วงลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์, จากการคุมเข้มการปล่อยกู้ในขณะที่จีนปรับสมดุลทางเศรษฐกิจ และจากความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ
ไอเอ็มเอฟประกาศเตือนอีกครั้งว่า การเปลี่ยนแปลงของราคาสินทรัพย์และความผันผวนในตลาดการเงินอาจจะส่งผลให้สถานการณ์ออกมาไม่ตรงกับที่ไอเอ็มเอฟคาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ดี ไอเอ็มเอฟคาดว่า ความขัดแย้งทางการเมืองเรื่องรัสเซียและภูมิภาคตะวันออกกลางจะบรรเทาลงในปีหน้า





