ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงลงอย่างหนัก ท่ามกลางความวิตกถึงสถานการณ์ในตลาดหุ้นจีน รวมถึงวิกฤติกรีซ
ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก ยังเจอปัญหาทางเทคนิค ทำให้ต้องระงับการซื้อขายนานกว่า 3 ชั่วโมง
ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ร่วงลง 261.49 จุด หรือ 1.47% มาอยู่ที่ 17,515.42 จุด ขณะดัชนีเอส แอนด์ พี 500 ลดลง 34.65 จุด หรือ 1.66% มาอยู่ที่ 2,046.69 จุด และดัชนีแนสแด็ก ปรับลง 87.70 จุด หรือ 1.75% ปิดซื้อขายที่ 4,909.76 จุด
เทรดเดอร์ชี้ว่า ปัญหาของตลาดหุ้นจีน ที่ราคาหุ้นดิ่งไปแล้วมากกว่า 30% ในช่วง 3 สัปดาห์ล่าสุดมานี้ ทำให้นักลงทุนบางรายเกิดความวิตกว่า ความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นในแดนมังกร จะทำให้เกิดความเสี่ยงที่มีขนาดใหญ่กว่า วิกฤติกรีซ
การซื้อขายเมื่อวานนี้ ยังเจออุปสรรคจากปัญหาทางเทคนิค ที่ทำให้ตลาดต้องระงับการซื้อขายไปนานกว่า 3 ชั่วโมง และสามารถเปิดให้ซื้อขายได้ในช่วงสั้นๆ ก่อนถึงเวลาปิดตลาด
สถานการณ์ของสหรัฐ สวนทางกับด้านตลาดหลักๆ ในยุโรป ที่ฟื้นตัวขึ้นมาอยู่ในแดนบวก ท่ามกลางความหวังถึงการคลี่คลายวิกฤติหนี้กรีซ
ดัชนีเอฟทีเอสอี 100 ของอังกฤษ ปรับขึ้น 0.91% มาอยู่ที่ 6,490.70 จุด ส่วนดัชนีแค็ก 40 ของฝรั่งเศส ปรับขึ้น 0.75% ที่ 4,639.02 จุด และดัชนีแด็กซ์ 30 ในเยอรมนี ปรับขึ้น 0.66% ที่ 10,747.30 จุด
ราคาน้ำมันร่วง 5 วันติด
ราคาน้ำมันสหรัฐ ปรับลดลงเป็นวันที่ 5 ติดต่อกัน จากการที่ปริมาณน้ำมันสำรองในประเทศเพิ่มขึ้น 400,000 บาร์เรล
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส อินเตอร์มีเดียท ส่งมอบเดือนสิงหาคม ในตลาดไนเม็กซ์ สหรัฐ ลดลง 63 เซนต์ มาอยู่ที่ 51.65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ ส่งมอบเดือนเดียวกัน ที่ตลาดลอนดอน อังกฤษ ขยับขึ้นมาเล็กน้อย 20 เซนต์ ที่ 57.05 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล





