การทะยานขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน ที่ได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น หนุนให้ตลาดหุ้นสหรัฐปิดซื้อขายเมื่อวานนี้ (15 เม.ย.) ในแดนบวก
ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปรับขึ้น 75.91 จุด หรือ 0.42% มาอยู่ที่ 18,112.61 จุด ขณะที่ดัชนีเอส แอนด์ พี 500 ปรับขึ้น 10.79 จุด หรือ 0.51% มาอยู่ที่ 2,106.63 จุด และดัชนีแนสแด็ก ทะยานขึ้น 33.73 จุด หรือ 0.68% ปิดซื้อขายที่ 5,011.02 จุด
นอกจากจะได้แรงหนุนจากการทะยานขึ้นของหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับพลังงานแล้ว ตลาดยังได้แรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจของธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ที่แสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจเกือบทั่วสหรัฐ ขยายตัวมากขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา
ราคาหุ้นของยักษ์ใหญ่ด้านเสิร์ช เอนจิ้น อย่าง กูเกิล ก็ปรับสูงขึ้นเล็กน้อย 0.4% หลังจากที่บริษัทออกมาประกาศที่จะต่อสู้กับข้อกล่าวหาของเจ้าหน้าที่ต่อต้านการผูกขาดตลาดในยุโรป ที่ระบุว่า กูเกิลมีการบิดเบือนผลการค้นหาข้อมูล เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับบริการของตัวเอง
ทางด้านตลาดหลักๆ ในยุโรป ก็ฟื้นตัวมาอยู่ในแดนบวกเช่นกัน ท่ามกลางความหวังถึงการที่รัฐบาลจีนจะดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น หลังในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ เศรษฐกิจจีนขยายตัว 7.0% น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ และเป็นการเติบโตน้อยสุดนับแต่ช่วง 3 เดือนแรกของปี 2552 เป็นต้นมา ประกอบกับการออกมาให้คำมั่นของธนาคารกลางยุโรป หรืออีซีบี ในการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเต็มที่
ดัชนีเอฟทีเอสอี 100 ของอังกฤษ ทะยานขึ้น 0.30% มาอยู่ที่ 7,096.78 จุด แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์รอบใหม่ ส่วนดัชนีแด็กซ์ 30 ของเยอรมนี ปรับขึ้น 0.03% มาอยู่ที่ 12,231.34 จุด และดัชนีแค็ก 40 ของฝรั่งเศส ปรับขึ้น 0.70% ปิดซื้อขายที่ 5,254.35 จุด
ผลผลิตลดหนุนน้ำมันพุ่งแรง
ราคาน้ำมันดิบทะยานขึ้นมาแตะระดับสูงสุดในรอบปีนี้ หลังรายงานกระทรวงพลังงานสหรัฐแสดงให้เห็นว่า ปริมาณการผลิตน้ำมันของสหรัฐในช่วง 1 สัปดาห์ นับถึงวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา ลดลง ทำให้เกิดการคาดการณ์ถึงความเป็นไปได้ที่ภาวะการจัดหาน้ำมันจนล้นตลาด อาจถึงจุดเปลี่ยน
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียท ส่งมอบเดือนพฤษภาคม ที่ตลาดไนเม็กซ์ สหรัฐ เมื่อวานนี้ (15 เม.ย.) พุ่งขึ้นมา 3.10 ดอลลาร์ ปิดการซื้อขายที่ 56.39 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ถือเป็นระดับปิดสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคมปีที่แล้ว
ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ ส่งมอบเดือนเดียวกัน ในตลาดลอนดอน อังกฤษ ทะยานขึ้น 1.89 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 60.32 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ข้อมูลของกระทรวงพลังงานสหรัฐ ที่ออกมาในช่วงเช้า แสดงให้เห็นว่า ปริมาณการผลิตน้ำมันในสหรัฐ ลดลง 20,000 บาร์เรล หรือ 0.2% มาอยู่ที่ 9.38 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ปริมาณน้ำมันดิบสำรอง เพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่คาดการณ์ แต่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
อย่างไรก็ดี บรรดาเทรดเดอร์ยังแสดงท่าทีระมัดระวังตัวต่อการปรับขึ้นของราคาน้ำมันครั้งล่าสุด โดยส่วนใหญ่มองว่า ยังเร็วเกินไปที่การผลิตที่ลดลงในสหรัฐ จะทำให้การจัดหาน้ำมันเข้าสู่ตลาดลดลง
ตลาดยังได้แรงหนุน จากการที่สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือไออีเอ ออกมาปรับลดคาดการณ์ปริมาณการผลิตของประเทศนอกกลุ่มผู้ส่งออกน้ำมัน หรือโอเปค โดยชี้ถึงแนวโน้มการผลิตที่ลดลงของสหรัฐ และแคนาดา รวมถึง สถานการณ์ความขัดแย้งที่รุนแรงในเยเมน ที่จะส่งผลกระทบต่อการผลิตน้ำมันด้วย
นอกจากนี้ ยังปรับลดคาดการณ์ความต้องการน้ำมันโลก สำหรับปีนี้ ลงมาอีก 90,000 บาร์เรลต่อวัน มาอยู่ที่ 93.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน





