ตลาดหลักทรัพย์สหรัฐเดินสู่ขาลงอีกครั้ง หลังข้อมูลเศรษฐกิจที่ออกมาดีขึ้น ทำให้เกิดกระแสคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ อาจขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้น
ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปิดซื้อขายเมื่อวานนี้ (24 มี.ค.) ร่วงลง 104.90 จุด หรือ 0.58% มาอยู่ที่ 18,011.14 จุด
ขณะที่ดัชนีเอส แอนด์ พี 500 ลดลง 12.92 จุด หรือ 0.61% มาอยู่ที่ 2,091.50 จุด และดัชนีแนสแด็กปรับลดลง 16.25 จุด หรือ 0.32% ปิดซื้อขายที่ 4,994.73 จุด
ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ แสดงให้เห็นว่า จำนวนครอบครัวเดี่ยวในสหรัฐ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ เพิ่มสูงขึ้น จนมาอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 7 ปี ขณะดัชนีราคาผู้บริโภคก็เพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน
ตลาดยังมุ่งความสนใจไปยังเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อรายได้ของบริษัทจดทะเบียน ที่กำลังจะถึงช่วงการประกาศรายได้รายไตรมาสในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
ทางด้านตลาดหลักๆ ในยุโรป ยังคงไม่มีทิศทางเคลื่อนไหวที่ชัดเจน โดยดัชนีเอฟทีเอสอี 100 ของอังกฤษ ลดลง 0.26% มาอยู่ที่ 7,019.68 จุด
ส่วนดัชนีแด็กซ์ 30 ของเยอรมนี ไต่ระดับขึ้นมา 0.92% มาอยู่ที่ 12,005.69 จุด และดัชนีแค็ก40 ของฝรั่งเศส ปรับขึ้น 0.67% ปิดซื้อขายที่ 5,088.28 จุด
ข้อมูลเศรษฐกิจจีนกดดันราคาน้ำมัน
ราคาน้ำมันในตลาดโลกตกอยู่ภายใต้แรงกดดันจากข้อมูลการผลิตจีน ประเทศที่เป็นผู้บริโภคพลังงานอันดับต้นๆ ร่วงลงอย่างหนัก แตะระดับต่ำสุดในรอบ 11 เดือน บ่งชี้ถึงการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส อินเตอร์มีเดีย ส่งมอบเดือนพฤษภาคม ในตลาดไนเม็กซ์ สหรัฐ ปรับขึ้น 6 เซนต์ มาอยู่ที่ 47.61ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ขณะราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ ส่งมอบเดือบเดียวกัน ที่ตลาดลอนดอน อังกฤษ ลดลง 81 เซนต์ มาอยู่ที่ 55.11 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล





