ความขัดแย้งในภาคตะวันออกของยูเครนยังคงดุเดือดก่อนถึงกำหนดหยุดยิงไม่กี่ชั่วโมง หลังมีการสู้รบระลอกใหม่จนมีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน
สถานการณ์ในภาคตะวันออกของยูเครนยังคงดุเดือด หลังมีการสู้รบระลอกใหม่ขึ้นอีกครั้งจนมีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน ทำให้เกิดข้อกังขาเกี่ยวกับข้อตกลงหยุดยิงที่จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ ขณะที่สหรัฐอ้างว่ารัสเซียยังคงส่งอาวุธหนักเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว
ประธานาธิบดีเปโตร โปโรเชนโกของยูเครนเปิดเผยระหว่างหารือกับนายกรัฐมนตรีวิคตอร์ ออร์บานของฮังการีที่กรุงเคียฟว่า กลุ่มแบ่งแยกดินแดนนิยมรัสเซียยังคงยิงถล่มพลเรือนในภาคตะวันออกของประเทศ ทั้งที่เพิ่งบรรลุข้อตกลง 4 ฝ่ายที่กรุงมินสก์ของเบลารุสว่าจะเริ่มหยุดยิงตั้งแต่วันอาทิตย์นี้ ส่งผลให้มีพลเรือนและทหารเสียชีวิต 28 คน ซึ่งรวมถึงเด็ก 7 ขวบ 1 คนจากการสู้รบครั้งล่าสุด
นายโปโรเชนโกกล่าวว่า การโจมตีของฝ่ายรัสเซียเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งไม่เพียงเป็นการโจมตีพลเรือนเท่านั้น แต่ยังเป็นการทำลายข้อตกลงที่กรุงมินสก์ ซึ่งเพิ่งบรรลุกันไปเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ว่า จะเริ่มหยุดยิงในเวลา 00.00 น. ของวันอาทิตย์ตามเวลายูเครน หรือเวลา 05.00 น. ของวันอาทิตย์ตามเวลาไทย หลังจากที่ผู้นำยูเครน รัสเซีย ฝรั่งเศส และเยอรมนีหารือกันนานเกือบ 16 ชั่วโมง
หลังจากนั้น กองทัพของยูเครนแถลงว่า เกิดการสู้รบอีกระลอก ก่อนถึงกำหนดหยุดยิงไม่ถึง 24 ชั่วโมง จนทำให้ทหารฝ่ายยูเครนเสียชีวิตเพิ่มอีก 14 คน และฝ่ายกลุ่มแบ่งแยกดินแดนเสียชีวิต 4 คน
ด้านบรรดานักการทูตเปิดเผยว่า คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือยูเอ็นเอสซี จะประชุมฉุกเฉินในวันพรุ่งนี้ เพื่อหาทางประคับประคองข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการร่างแผนสันติภาพ
ขณะที่โฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ นางเจน ซากี กล่าวว่า สหรัฐได้รับรายงานว่ามีการเคลื่อนอาวุธหนักจากรัสเซียเข้าไปยังฝั่งตะวันออกของยูเครนในช่วงหลายวันมานี้ ซึ่งไม่เป็นไปตามข้อตกลงกรุงมินสก์




