วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อุตสาหกรรมยายกเครื่องโรงงานผลิต

การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจนยอดขายลดลง ทำให้อุตสาหกรรมยาต้องเดินหน้ายกเครื่องการผลิตให้ทันสมัยขึ้น ในความพยายามที่จะลดต้นทุน

นับเป็นเวลานานหลายทศวรรษมาแล้ว ที่บริษัทผู้ผลิตยาได้นำวิทยาศาสตร์ชั้นสูง เข้ามาใช้ในการค้นพบตัวยาชนิดใหม่ แต่เมื่อถึงเวลาที่จะผลิตยาเหล่านี้จริง กลับใช้เทคโนโลยีที่ย้อนยุคไปหลายปี
แต่ในปัจจุบัน อุตสาหกรรมนี้กำลังเดินหน้าสู่การยกระดับครั้งใหญ่ โดยแกล็กโซสมิธไคลน์ จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน หรือเจ แอนด์ เจ และโนวาร์ติส ต่างเป็นกลุ่มบริษัทที่อยู่ระหว่างการสร้างโรงงานแห่งใหม่ เพื่อการผลิตยาด้วยวิธีการที่แตกต่างออกไป หลังจากที่บริษัทส่วนใหญ่ ต้องสูญเสียยอดขายไปให้กับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น จากยาสามัญที่มีราคาถูกกว่า ทำให้ต้องหันกลับมาพิจารณาอย่างละเอียดถึงการดำเนินงาน และค่าใช้จ่าย
ด้านผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมต่างคาดว่า สำนักงานอาหารและยาสหรัฐ หรือเอฟดีเอ ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นอุปสรรคสำคัญในการดำเนินงาน เพราะต้องทำหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพการผลิตยาของบริษัท น่าจะสนับสนุนการเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดนี้
ผู้อำนวยการศูนย์ยาของเอฟดีเอ นางเจเน็ต วู้ดค็อก ระบุว่า เอฟดีเอกำลังมองเห็นถึงโอกาสที่จะมีการพัฒนาคุณภาพ และความน่าเชื่อถือของการผลิตยาโดยรวม หลังจากมีการผลักดันให้เกิดการปรับปรุงโรงงานผลิตมาตั้งแต่ปี 2547
ขณะที่ว่าที่ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย และพัฒนาอุปกรณ์การแพทย์ของเจ แอนด์ เจ นายพอล แมคเคนซี กล่าวว่า ความท้าทายที่บริษัทเวชภัณฑ์รายต่างๆ กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ คือการพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะ และความเชี่ยวชาญ เพื่อบริหารจัดการสายการผลิตแบบใหม่
ในโรงงานผลิตยาที่เปอร์โตริโก เจ แอนด์ เจ ได้สร้างสายการผลิต เพื่อการผลิตยาพรีซิสตา ยาต้านเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ด้วยเทคนิคใหม่ ภายในปี 2559 หากผ่านการอนุมัติจากเจ้าหน้าที่คุมกฎระเบียบ ซึ่งนายแมคเคนซี ระบุว่า แม้ส่วนผสมหลักในการผลิตยา ยังผลิตมาจากสถานที่ต่างๆ แต่เจแอนด์เจตั้งเป้าที่จะทำให้ 70% ของการผลิตยาชนิดนี้เกิดขึ้นภายใต้กระบวนการเดียวกัน ภายในเวลา 8 ปี
ทางด้านแกล็กโซสมิธไคลน์ ก็กำลังสร้างโรงงานสำหรับการผลิตอย่างต่อเนื่องมูลค่า 29 ล้านดอลลาร์ในสิงคโปร์ สำหรับการผลิตส่วนผสมยารักษาโรคระบบทางเดินหายใจ โดยคาดว่าจะเริ่มเปิดสายการผลิตได้ภายในปีหน้า
หัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยีการผลิตก้าวหน้าของแกล็กโซสมิธไคลน์ นายมาร์ก บัสเวลล์ ระบุว่า ปัจจุบัน อุตสาหกรรมยาต้องเผชิญกับแรงกดดันในเรื่องคุณภาพ และต้นทุนมากขึ้น จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบในการผลิตเสียใหม่
การเปลี่ยนแปลงของเจ แอนด์ เจ, แกล็กโซ และบริษัทอื่น ๆ ในขณะนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นการปรับปรุงสายการผลิตเดิมที่มีอยู่แล้ว โดยจะนำเทคโนโลในการผลิตใหม่เข้ามาใช้ในขั้นตอนสุดท้ายของการผลิต โดยที่ไม่เกี่ยวข้องกับการผลิตส่วนผสมของยาแต่อย่างใด ซึ่งแตกต่างจากโนวาร์ติส ที่กำลังสร้างสายการผลิตใหม่ที่โรงงานในสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อดำเนินการผลิตยาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ขั้นตอนของการผลิตส่วนผสม ไปจนถึงขั้นตอนเคลือบเม็ดยาอันเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการผลิต