แม็คคินซีย์ แอนด์ โค เผย หนี้โลกทะลุเกือบ 200 ล้านล้านดอลลาร์ แม้หลายประเทศเคยสัญญาลดก่อหนี้
ข้อมูลล่าสุดเผย ปริมาณหนี้ทั่วโลกยังไม่มีสัญญาณลดลง โดยปัจจุบันสูงถึงเกือบ 200 ล้านล้านดอลลาร์ แม้ว่าหลายประเทศ จะประกาศหลังเกิดวิกฤติการเงินโลกว่าจะลดการก่อหนี้ก็ตาม
รายงานฉบับใหม่ของบริษัทที่ปรึกษา "แม็คคินซีย์ แอนด์ โค" ระบุว่า แม้หลายประเทศ ให้คำมั่นหลังวิกฤติการเงินโลกในปี 2550 ว่าจะจัดการกับปัญหาหนี้สินของตน แต่ปัจจุบัน ทั้งภาครัฐบาล ครัวเรือน บริษัท และธนาคารทั่วโลก ต่างมีหนี้เพิ่มขึ้นถึง 57 ล้านล้านดอลลาร์หรือ 1,791 ล้านล้านบาทจาก 8 ปีก่อน หรือเพิ่มขึ้น 17% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพีของโลก มาอยู่ที่เกือบ 200 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราว 6,286 ล้านล้านบาท ชี้ให้เห็นว่า โลกยังคงเสพติดหนี้ และปริมาณหนี้ทั่วโลก ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะลดลง
รายงานชิ้นนี้ ระบุด้วยว่า ไอร์แลนด์ สิงคโปร์ กรีซ โปรตุเกส และจีน มีหนี้เพิ่มขึ้นมากที่สุด และมีประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่เพียง 5 ประเทศเท่านั้น ที่สามารถลดภาระหนี้สินของตนได้ แต่ไม่ได้ระบุว่ามีประเทศใดบ้าง
นอกจากนี้ จีน ยังมีหนี้สินภาคครัวเรือนเกือบครึ่งหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ และมีการกู้ยืมเงินในประเทศเพิ่มขึ้น 4 เท่า ตั้งแต่ปี 2550 ทำให้ปัจจุบันจีน มีหนี้สินสูงถึง 282% ของจีดีพี หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าจากปี 2550
บรรณาธิการข่าวเศรษฐกิจของรอยเตอร์ นายเอ็ดเวิร์ด ฮาดาส กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นเรื่องน่ากังวล เพราะปริมาณหนี้ที่สูงเกินไป เคยเป็นหนึ่งในสาเหตุของวิกฤติการเงินครั้งล่าสุดมาแล้ว ขณะที่รัฐบาลหลายประเทศ ยังกู้เงินอย่างมหาศาล มากู้วิกฤติเศรษฐกิจของตน และช่วยกระตุ้นความต้องการบริโภคในช่วงภาวะถดถอย
นายฮาดาส กล่าวอีกว่า เขาคิดว่าหนี้ เป็นต้นตอของวิกฤติต่าง ๆ และจีนเป็นประเทศที่เปราะบางมาก แต่โชคดีที่เศรษฐกิจของประเทศค่อนข้างเป็นเอกภาพ ทำให้วิกฤติหนี้ของจีน ไม่มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบทั่วโลกมากนัก แต่มีสิ่งหนึ่้งที่น่ากังวลเล็กน้อย โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมากทั่วโลก ทำให้เกิดความเป็นไปได้ว่า หากเกิดวิกฤติขึ้น สถานการณ์อาจเลวร้ายลงอย่างรวดเร็ว





