ผู้นำโลกเข้าเฝ้ากษัตริย์ซัลมานแห่งซาอุดีอาระเบีย เพื่อแสดงความเสียใจต่อการสิ้นพระชนม์ของกษัตริย์อับดุลเลาะห์
บุคคลสำคัญ และผู้นำจากทั่วโลกเดินทางไปยังกรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย เพื่อเข้าเฝ้าสมเด็จพระราชาธิบดีซัลมาน กษัตริย์พระองค์ใหม่ของซาอุฯ และแสดงความเสียใจต่อการสิ้นพระชนม์ของกษัตริย์อับดุลเลาะห์
เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ มกุฎราชกุมารแห่งอังกฤษ พร้อมด้วยนายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน และประธานาธิบดีฟรังซัวส์ ออลลองด์ของฝรั่งเศส มีกำหนดเข้าเฝ้ากษัตริย์ซัลมานในวันเสาร์ (24 ม.ค.) ขณะที่รองประธานาธิบดีโจ ไบเดนแห่งสหรัฐ มีกำหนดเยือนซาอุฯ ในเร็ว ๆ นี้
ส่วนผู้นำที่เข้าร่วมพิธีฝังพระศพกษัตริย์อับดุลเลาะห์ที่มัสยิดอิหม่าม เตอร์กี บิน อับดุลเลาะห์ เมื่อวันศุกร์ (23 ม.ค.) ประกอบด้วยผู้ปกครองประเทศในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งรวมถึงประธานาธิบดีเรเซป เทย์ยิป เออร์โดกันของตุรกี และนายกรัฐมนตรีนาวาซ ชารีฟของปากีสถาน ด้านประธานาธิบดีมาห์มุด อับบาสของปาเลสไตน์ และนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซักของมาเลเซีย มาร่วมแสดงความเสียใจหลังพิธีฝังพระบรมศพ
กษัตริย์อับดุลเลาะห์ อดีตกษัตริย์แห่งซาอุฯ ทรงเป็นนักปฏิรูปที่รอบคอบ พระองค์ทรงนำพาซาอุฯ ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐ ผ่านทศวรรษที่ผันผวนในตะวันออกกลางมาได้ ทั้งเหตุการณ์ลุกฮือของประชาชนที่เรียกว่าอาหรับสปริง และแนวคิดอิสลามสุดโต่ง นับตั้งแต่พระองค์ทรงครองราชย์ในปี 2548 ซาอุฯ ได้เป็นพันธมิตรที่สำคัญของสหรัฐ โดยเมื่อปีที่แล้วทั้งสองประเทศได้เปิดปฏิบัติการทางอากาศโจมตีกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม หรือไอเอส ร่วมกัน
อย่างไรก็ตาม แม้ผู้นำโลกจะยกย่องว่ากษัตริย์อับดุลเลาะห์ ทรงเป็นคนกลางระหว่างชาติมุสลิมกับชาติตะวันตก แต่นักสิทธิมนุษยชนกลับวิจารณ์ว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในรัชสมัยของพระองค์ และเรียกร้องให้กษัตริย์ซัลมานทรงปกป้องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และสิทธิสตรีให้มากกว่าเดิม





