น้ำมันดิบเบรนท์ ปิดที่ระดับต่ำกว่า50ดอลล์ครั้งแรกรอบ6ปี ด้านสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ระบุโอเปคเมินพยุงราคาน้ำมันดิบ
"เอสแคป"คาดราคาน้ำมันลดลงทุก 10 ดอลลาร์ ดัน"จีดีพี"เอเชียแปซิฟิกโตเพิ่ม 0.5%
น้ำมันดิบเบรนท์ทะเลเหนือ ส่งมอบเดือนก.พ.ในตลาดลอนดอน ร่วงลงไป 2.68 ดอลลาร์ ปิดตลาดที่ระดับ 47.43 ดอลลาร์เมื่อวันจันทร์ (12 ม.ค.) นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่เดือนเม.ย.2552 ที่น้ำมันเบรนท์ปิดตลาดต่ำกว่า 50 ดอลลาร์
สำหรับน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสอินเตอร์มีเดียท ส่งมอบเดือนก.พ. ลดลง 2.29 ดอลลาร์ ปิดตลาดที่ 46.07 ดอลลาร์ในตลาดนิวยอร์ก อันเป็นระดับต่ำที่สุดตั้งแต่เดือนมี.ค.2552
ส่วนราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในตลาดสิงคโปร์วานนี้ (13 ม.ค.) ลดลงอีก 82 เซนต์ ไปอยู่ที่ 45.25 ดอลลาร์ ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์ลดลงอีก 99 เซนต์ที่ 46.44 ดอลลาร์
นายแจสเปอร์ ลอว์เลอร์ นักวิเคราะห์แห่งบริษัทซีเอ็มซีมาร์เกต กล่าวว่าสถานการณ์ดังกล่าวทำให้นักลงทุนต่างเทขาย เพราะไม่ทราบว่าราคาน้ำมันจะลดลงไปถึงระดับไหน โดยราคาที่ดิ่งลงมีขึ้นหลังจากบริษัทโกลด์แมนแซคส์ปรับลดคาดการณ์ และมองว่าราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสจะลงไปอยู่ที่ 41 ดอลลาร์ในช่วงเวลา 3 เดือน จากนั้นจะไปอยู่ที่ 39 ดอลลาร์ในเวลา 6 เดือน จากก่อนหน้าที่คาดว่าจะอยู่ระดับ 70 ดอลลาร์
โกลแมนด์แซคส์คาดหมายด้วยว่าตลาดน้ำมันจะยังประสบภาวะการจัดหาที่ล้นเกินไปอีกหลายเดือน ทำให้ราคาน้ำมันจะอยู่ในระดับต่ำไปอีกนาน
ด้านนายซูเฮล อัลมัสรูอิ รัฐมนตรีน้ำมันสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กล่าวว่ากลุ่มโอเปคจะไม่เคลื่อนไหวเพื่อพยุงราคาน้ำมันดิบอีกต่อไป พร้อมชี้ว่าผู้ผลิตน้ำมันจากหินดินดานในสหรัฐต้องลดกำลังการผลิตลง
"เราไม่สามารถเดินหน้าปกป้องราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับใดระดับหนึ่งได้อีกต่อไป เห็นปริมาณการจัดหาที่ล้นเกิน ส่วนใหญ่มาจากน้ำมันหินดินดาน ซึ่งต้องมีการแก้ไขในส่วนนี้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์วิตกเกี่ยวกับสมดุลในตลาดน้ำมันแต่ก็ไม่สามารถรับผิดชอบเรื่องนี้อยู่ประเทศเดียว ประเทศผู้ผลิตน้ำมันนอกกลุ่มโอเปคควรผลิตน้ำมันอย่างมีเหตุมีผล" นายอัลมัสรูอิกล่าว พร้อมเสริมว่าระดับราคาในปัจจุบันนั้น ไม่ถือเป็นราคาที่ยั่งยืนสำหรับผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปค
นายอัลมัสรูอิกล่าวว่าราคาที่ต่ำกว่าบาร์เรลละ 50 ดอลลาร์ ถือเป็นระดับที่ไม่เอื้อหรือไม่สมเหตุสมผลในเชิงเศรษฐกิจสำหรับผู้ผลิตน้ำมันจากหินดินดานที่จะเดินหน้าลงทุนเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต
ขณะเดียวกันคณะกรรมการเศรษฐกิจ-สังคมประจำเอเชียแปซิฟิกแห่งสหประชาชาติ (เอสแคป) คาดว่าประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียแปซิฟิกจะขยายตัวเฉลี่ย 5.8% ปีนี้ จาก 5.6% เมื่อปีที่แล้ว ได้แรงหนุนจากการเติบโตที่สูงขึ้นจากประเทศอย่างอินเดีย อินโดนีเซีย และไทย
ทั้งนี้ คาดว่าการปฏิรูปเชิงโครงสร้างในอินเดียกับอินโดนีเซียจะทำให้เศรษฐกิจของอินเดียขยายตัว 6.4% ส่วนอินโดนีเซียขยายตัว 5.6% ด้านจีนคาดว่าจะเติบโต 7% ส่วนไทยคาดว่าจะขยายตัว 3.9% ปีนี้ ผลจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นในระยะสั้น หลังจากความไม่แน่นอนทางการเมืองยุติลง
ส่วนราคาน้ำมันที่ดิ่งลงอาจเป็นจุดเริ่มของแนวโน้มระยะยาวและมีผลกระทบต่อภูมิภาค โดยสำหรับประเทศที่นำเข้าน้ำมันนั้น ราคาน้ำมันที่ลดลงทุก 10 ดอลลาร์ในปีนี้ จะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เพิ่มขึ้นอีก 0.5%





