วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

บริษัทญี่ปุ่นถือเงินสดเกือบครึ่งของจีดีพี

บริษัทญี่ปุ่นถือครองเงินสดมากเป็นประวัติการณ์ คิดเป็นประมาณเกือบครึ่งหนึ่งของจีดีพีประเทศ

ตัวเลขของธนาคารกลางญี่ปุ่น ระบุว่า บรรดาบริษัทญี่ปุ่น ถือครองเงินสดมากเป็นประวัติการณ์ หรือเกือบเท่ากับครึ่งหนึ่งของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ทั้งที่มีเสียงเรียกร้องมากขึ้นให้ภาคธุรกิจนำเงินสดมาขึ้นค่าแรงให้แก่พนักงาน ซึ่งจะช่วยให้ผู้คนมีอำนาจจับจ่าย และทำให้ภาวะเงินฝืดยุติลง

ข้อมูลระบุว่า การถือครองเงินสดและเงินฝากของบริษัทเอกชนนอกภาคการเงิน ทะยานขึ้นเป็น 233 ล้านล้านเยน นับจนถึงปลายเดือนก.ย. หรือเพิ่มขึ้น 4.2% จากปีก่อน ขณะที่จีดีพีของญี่ปุ่น ในปีที่สิ้นสุดเดือนเม.ย.2556 อยู่ที่ 483.1 ล้านล้านเยน

ทั้งนี้ การเจรจาขึ้นค่าแรงช่วงฤดูใบไม้ผลิ นำไปสู่การขึ้นค่าแรงมากที่สุดในรอบหลายปี แต่ยังน้อยกว่าศักยภาพในการทำกำไรของบริษัทญี่ปุ่นที่พุ่งขึ้นเพราะได้ประโยชน์จากเงินเยนอ่อนค่า

นายอาเบะ กล่าวมาตลอดว่านโยบาย "อาเบะโนมิกส์" เพื่อแก้ปัญหาเงินฝืดและผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ จะได้ผลก็ต่อเมื่อบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีผลกำไร เพิ่มการใช้จ่ายด้านทุนและขึ้นค่าแรง ซึ่งจะทำให้พนักงานมีเงินจับจ่ายมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การขึ้นภาษีการขายเมื่อเดือนเม.ย. เพื่อนำเงินไปชำระหนี้สาธารณะจำนวนมหาศาล ทำให้เศรษฐกิจตกสู่ภาวะถดถอย

นายสึโยชิ อูเอโน นักเศรษฐศาสตร์แห่งสถาบันวิจัยเอ็นแอลไอ กล่าวว่า การเก็บออมเงินไว้ เป็นผลจากการที่บริษัทต่างๆ ระมัดระวังด้านการลงทุนและเงินเดือน สำหรับผลประกอบการภาคธุรกิจนั้นดีขึ้น และหากเปรียบเทียบการลงทุนกับปีก่อนแล้ว ก็นับว่ามีการใช้จ่ายมากขึ้น แต่ไม่ได้สูงเหมือนรายได้ หากภาคเอกชนนำเงินเกือบ 2 ล้านล้านดอลลาร์ มาลงทุนหรือขึ้นค่าแรง ก็น่าจะเป็นแรงขับให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้