การประท้วงลามไปทั่วหลายเมืองในสหรัฐ หลังคณะลูกขุนตัดสิน "ตำรวจผิวขาว" ไม่ต้องถูกดำเนินคดี กรณียิงวัยรุ่นผิวสี
ที่ไม่มีอาวุธจนเสียชีวิตในเมืองเฟอร์กูสัน ทำชาวเมืองลุกฮือก่อจลาจลเผาตึกไปกว่า 10 แห่งเมื่อคืนก่อน ผู้ว่าการรัฐมิสซูรีระดมทหารเพิ่ม 3 เท่า กว่า 2,000 นาย ระงับเหตุร้าย
เกิดเหตุรุนแรงในเมืองเฟอร์กูสันของสหรัฐเป็นคืนที่ 2 วานนี้ (26 พ.ย.) หลังจากคณะลูกขุนตัดสินว่าตำรวจผิวขาวที่ยิงวัยรุ่นผิวสีไม่มีอาวุธจนเสียชีวิตเมื่อ 3 เดือนก่อน ไม่ต้องถูกดำเนินคดีเพราะกระทำการไปเพื่อป้องกันตัวตามกฎหมาย
นายเจย์ นิกสัน ผู้ว่าการรัฐมิสซูรี กล่าวว่า จะเพิ่มจำนวนกองกำลังป้องกันแห่งชาติในเมืองเฟอร์กูสัน 3 เท่าอีกกว่า 2,000 นายเพื่อระงับเหตุปล้นสะดมและวางเพลิง
"ต้องมีการปกป้องชีวิตและทรัพย์สิน ชุมชนนี้สมควรได้รับความสงบ" นายนิกสันประกาศ ขณะที่ผู้ประท้วงประมาณ 100 คนรวมตัวกันอยู่หน้าสถานีตำรวจเมืองเฟอร์กูสัน ซึ่งมีตำรวจปราบจลาจล 500 นายประจำการอยู่ โดยผู้ประท้วงถือป้ายข้อความอย่าง "เราจะไม่เงียบ" ฝูงชนล่าถอยไปยังศาลากลางและมีการเผารถตำรวจไป 1 คัน จากนั้นตำรวจได้ใช้แก๊สน้ำตาและยานยนต์หุ้มเกราะเข้าควบคุมสถานการณ์
นอกจากนั้น ยังมีการเผารถลาดตระเวณของตำรวจ 1 คันที่เขตเซนต์หลุยส์ ขณะที่ตำรวจประกาศว่าการประท้วงเป็นการชุมนุมอย่างผิดกฎหมาย พร้อมเตือนผูุ้คนและนักข่าวว่าอาจถูกจับ
อย่างไรก็ตาม ฝูงชนที่ออกมาแสดงความไม่พอใจเป็นคืนที่ 2 มีจำนวนน้อยลง และตำรวจจับกุมผู้ประท้วงไป 44 คน เทียบกับเมื่อวันก่อนที่จับไปกว่า 60 คน นายจอน เบลมาร์ สารวัตรเขตเซนต์หลุยส์ กล่าวว่า สถานการณ์ทั่วไปดีขึ้นมาก มีการวางเพลิงและการยิงปืนเพียงเล็กน้อย มีเพียงกลุ่มเล็กๆ ที่แสดงพฤติกรรมอันธพาล
ทหารจากกองกำลังป้องกันแห่งชาติได้ไปตรึงกำลังอยู่ตามจุดที่ได้รับความเสียหายจากเหตุรุนแรงเมื่อคืนก่อน ทั้งยังกลุ่มชายฉกรรจ์อยู่บนหลังคาร้านค้าหลายแห่งเพื่อปกป้องอาคาร
หลายเมืองพร้อมใจชุมนุม
ในเมืองอื่นของสหรัฐก็มีการชุมนุมเช่นกัน รวมถึงในนิวยอร์กที่ผู้คนไปกีดขวางการจราจรบนสะพานและอุโมงค์ลินคอล์น ทำให้มีการจับกุมผู้ประท้วงไปจำนวนหนึ่ง และตำรวจต้องใช้สเปรย์พริกไทยควบคุมฝูงชน นอกจากนั้น ยังมีการประท้วงในวอชิงตัน บริเวณใกล้ทำเนียบขาวด้วย แต่ดำเนินไปอย่างสงบ
ในเมืองใหญ่และเมืองเล็กอีกหลายเมืองมีการชุมนุมของฝูงชนที่ไม่พอใจเช่นกัน แต่การชุมนุมส่วนใหญ่เป็นไปด้วยความสงบ ตั้งแต่เมืองโอคแลนด์และซีแอตเทิลทางชายฝั่งตะวันตก ไปจนถึงเมืองแอตแลนตา ฟิลาเดลเฟีย และบัลติมอร์ทางภาคตะวันออก ซีเอ็นเอ็นรายงานว่ามีการชุมนุมในชุมชน 170 แห่งทั่วประเทศ
ในนครลอสแองเจลีส ประชาชนประมาณ 500 คนที่มีหลากสีผิวและมีเด็กรวมอยู่ด้วย เดินเท้าไปยังสถานีตำรวจ ทั้งยังมีการขว้างปาขวดน้ำเข้าใส่เจ้าหน้าที่ สำหรับในเมืองโอคแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ผู้ประท้วงได้จุดไฟเผาขยะกลางถนน ส่วนในเมืองพอร์ตแลนด์และเดนเวอร์นั้นมีรายงานว่าตำรวจต้องใช้สเปรย์พริกไทยและจับคนไป 4 คนที่กีดขวางถนน
ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ประณามเหตุรุนแรงและเรียกร้องให้นำตัวผู้ก่อจลาจลไปดำเนินคดี พร้อมยอมรับถึงความไม่พอใจที่หยั่งรากลึกในหมู่ชนกลุ่มน้อยซึ่งรู้สึกว่าตัวเองได้รับการปฏิบัติจากตำรวจอย่างไม่ยุติธรรม
"มีแนวทางสร้างสรรค์ในการแสดงออกถึงความไม่พอใจเหล่านี้ และก็มีแนวทางไม่สร้างสรรค์ในการแสดงปฏิกิริยา การเผาอาคาร รถยนต์ ทำลายทรัพย์สิน และทำให้ผู้คนตกอยู่ในความเสี่ยงถือเป็นแนวทางไม่สร้างสรรค์ ซึ่งไม่มีข้อแก้ตัวในการกระทำดังกล่าว อันถือเป็นอาชญากรรม" โอบามาระบุ
ทนายวิจารณ์กระบวนการยุติธรรม
ทนายความของครอบครัวนายไมเคิล บราวน์ วัยรุ่นผิวสีที่ถูกยิงเสียชีวิต ประณามคำตัดสินของคณะลูกขุนซึ่งระบุว่านายตำรวจดาร์เรน วิลสัน กระทำไปเพื่อป้องกันตัวในการยิงนายบราวน์จนเสียชีวิต
"กระบวนการยุติธรรมพังทลาย" นายเบนจามิน ครัมป์ ทนายความประจำครอบครัวบราวน์ แถลง พร้อมวิจารณ์ที่นายวิลสันไม่ถูกซักถามโดยทนายฝ่ายโจทก์
แต่ในการให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ครั้งแรกตั้งแต่เกิดเหตุเมื่อวันที่ 9 ส.ค. นายวิลสันกล่าวว่ากลัวว่าชีวิตกำลังตกอยู่ในอันตรายระหว่างที่เผชิญหน้ากับนายบราวน์ และเชื่อว่านายบราวน์พยายามแย่งปืน
เมื่อถูกถามว่าจะทำแบบเดิมไหมหากนายบราวน์เป็นคนผิวขาว นายวิลสัน ตอบว่า ไม่ต้องสงสัยเลย พร้อมระบุว่ารู้สึกสบายใจที่ทำไปอย่างถูกต้อง
"ผมคิดว่าสิ่งนี้ไม่ได้หลอกหลอนผม" นายวิลสันกล่าวพร้อมเสริมว่ามีสติดีเพราะทราบว่าทำงานอย่างถูกต้อง
ด้าน นายเจมส์ โนว์เลส นายกเทศมนตรีเมืองเฟอร์กูสัน ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นเกี่ยวกับอนาคตของนายวิลสัน กล่าวเพียงว่าตำรวจหนุ่มวัย 28 ปีคนนี้กำลังลาพัก ทั้งนี้ เฟอร์กูสันเป็นชุมชนที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นคนผิวสี และตำรวจส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาว ชาวบ้านบ่นมาหลายปีแล้วว่ามีความอคติทางสีผิว และตำรวจมักกระทำรุนแรง
การตัดสินของคณะลูกขุนทำให้การดำเนินการทางกฎหมายขั้นต่อไป อยู่ที่กระทรวงยุติธรรมซึ่งกำลังสอบสวนว่านายวิลสันละเมิดสิทธิพลเรือนของนายบราวน์หรือไม่ ด้วยการจงใจใช้กำลังเกินกว่าเหตุ
นายอัล ชาร์ปตัน นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิพลเรือน กล่าวว่า คดีของนายบราวน์จุดชนวนการต่อสู้ครั้งใหม่เพื่อให้ตำรวจมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น
"นี่ไม่ใช่ปัญหาของเฟอร์กูสัน แต่เป็นปัญหาของทั้งประเทศ เราอาจแพ้ไปยกหนึ่งแต่การต่อสู้ยังไม่สิ้นสุด พวกเขาทำให้เราหัวใจสลาย แต่หลังของเรายังใช้ได้อยู่" นายชาร์ปตันระบุ





