วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ศุภชัยชี้ศก.สหรัฐไม่ฟื้นหวั่นเกิดชัดดาวน์รอบ2

"ศุภชัย" ชี้เศรษฐกิจโลกเต็มไปด้วยความเสี่ยง มองสหรัฐจ้างงานยังต่ำ เสี่ยงชัดดาวน์รอบ 2

"ศุภชัย" ชี้เศรษฐกิจโลกเต็มไปด้วยความเสี่ยง แม้อัดฉีดเม็ดเงินทั่วโลก แต่ไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจจริง มองสหรัฐจ้างงานยังต่ำ เสี่ยงชัดดาวน์รอบ 2 ส่วนญี่ปุ่น กระตุ้นเศรษฐกิจยาก เตือนไทยมีแรงงานว่างงานแฝงพุ่ง เร่งยกระดับแรงงาน

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สมาคมบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ และ สมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้า ได้จัดการสัมมนา อิทธิพลเศรษฐกิจโลก 2015 ต่อเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย โดยมี นายศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาธิการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา โดยเปิดเผยว่า ภาพรวมของเศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยงอยู่ โดยเฉพาะในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างในสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่นที่ยังคงมีปัญหาทางเศรษฐกิจ แม้จะอัดฉีดสภาพคล่องเข้าระบบอย่างต่อเนื่อง แต่สภาพคล่องนั้นยังเป็นที่น่าตั้งคำถามว่าเป็นการอัดฉีดเม็ดเงินอย่างตรงจุดหรือไม่

"สหรัฐ ยุโรป และ ญี่ปุ่นอัดฉีดเม็ดเงินด้วยการทำคิวอีอย่างต่อเนื่อง แต่เงินนั้นยังเป็นที่ตั้งคำถามว่ามันอัดฉีดลงไปแล้วเกิดการจ้างงานจริงหรือไม่ เพราะเราจะเห็นได้ว่า ตอนนี้สภาพคล่องทางการเงินมีอยู่เต็มไปหมดทั่วโลก แต่ไม่มีการลงทุน เงินพวกนั้นกลับไปซื้อตราสารหนี้กับธนาคารกลางสหรัฐ "นายศุภชัยกล่าว

ทั้งนี้ เศรษฐกิจสหรัฐ หลายฝ่ายมองว่าเริ่มฟื้นตัว โดยประเมินจากตัวเลขการว่างงานที่ลดลงจาก ปี 2551 ที่ 9.8 % มาอยู่ที่ 5.8 % ในปัจจุบัน แต่แท้ที่จริงแล้ว ระดับการว่างงานดังกล่าวเป็นระดับปกติของสหรัฐ ไม่ได้ลดลงอย่างที่หลายคนให้ความหมาย แต่ในทางกลับกันการจ้างงานของสหรัฐมีเพียง 60 % เท่านั้น จากอดีตที่ 70-80 % ประชาชนส่วนหนึ่งเลิกที่จะลงทะเบียนของานทำกับทางการ เพราะมองว่าลงทะเบียนไปไม่มีความหมาย อีกทั้งประเมินว่า สหรัฐยังมีความเสี่ยงที่จะชัดดาวน์ในรอบที่ 2 หากไม่สามารถขยายเพดานหนี้สาธารณะที่จะครบอายุในปีหน้าได้

ส่วนเศรษฐกิจญี่ปุ่นอยู่ในสภาวะถดถอยมามากกว่า 20 ปี ทุกคนคาดหวังกับนโยบาย อาเบะโนมิกส์ มาตรการธนู 3 ดอก แต่เป็นสิ่งที่คาดหวังได้ยาก เศรษฐกิจญี่ปุ่นเหมือนเดินไปข้างหน้า 3 ก้าว ถอยหลัง 2 ก้าว ประชากรมีแต่ผู้สูงอายุทำให้กระตุ้นเศรษฐกิจได้ยาก จะอัดฉีดเท่าไหร่ก็ตามจะทำให้คนญี่ปุ่นที่มีอายุ 80 ปีออกมาจับจ่ายใช้สอยเป็นเรื่องลำบาก ซึ่งคนพวกนี้เขาเลือกจะเก็บเงิน และพักผ่อนอยู่กับบ้านมากกว่า

สิ่งเดียวที่จะคาดหวังได้คือ เศรษฐกิจจีน ที่การเติบโตอยู่ในระดับที่สูง หลายคนมองว่า จีนมีการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เต็มไปหมดและมีความเสี่ยงที่จะเกิดฟองสบู่ แต่โดยส่วนตัวมองว่าฟองสบู่ของจีนสามารถควบคุมได้ พวกเขามีลักษณะเศรษฐกิจแบบผสม ทั้งเสรี และควบคุม เลือกใช้วิธีการได้ตามเวลาที่เหมาะสม นอกจากนี้จีนยังต้องการให้เงินสกุลหยวนเป็นเงินที่ใช้แพร่หลายในระดับสากล จีนมีเงินสำรองระหว่างประเทศสูงถึง 4 ล้านล้านดอลลาร์ พวกเขาทำสว็อปค่าเงินกับ 20 ประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย และเข้าไปช่วยไอร์แลนด์ในช่วงที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ โดยมีเงื่อนไขเพียงให้ทำสว็อปกับเงินหยวนเท่านั้น อีกทั้งประเทศจีนยังเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งถือการขยับตัวในครั้งนี้ถือว่าน่าจับตามอง

อย่างไรก็ตาม สำหรับเศรษฐกิจไทยนั้น ที่ผ่านมามีประชากรกว่า 40 % เป็นเกษตรกรรม 14 % อยู่ในอุตสาหกรรม และอีก 46 % เป็นภาคบริการ ทำให้เห็นว่าสังคมไทยยังเป็นสังคมที่เน้นเกษตรกรรม แต่ผลิตภาพต่ำมากมีการสร้างรายได้เพียง 27,000 บาทต่อคนต่อปี ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของภาคอุตสาหกรรมจะสร้างรายได้ที่ 350,000 บาท ต่อคนต่อปี และภาคบริการที่ 150,000 บาทต่อคนต่อปี อีกทั้งการที่ไทยเป็นสังคมเกษตรกรรมทำให้ตัวเลขการว่างงานที่ 0.9 % นั้นอาจไม่สามารถใช้ได้จริง เพราะเรามีประชากรที่ว่างงานแฝงเยอะมาก ไทยยังมีตัวเลขการว่างงานนอกฤดูกาลสูง

ทั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ไทยยังมีการบริหารจัดการด้านแรงงานที่ไม่ดีพอ อีกทั้งแรงงานในภาคเกษตรกว่า 75 % มีการศึกษาระดับประถม หรือต่ำกว่านั้นเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ยกระดับแรงงานไทยเพิ่มขึ้นไม่ได้ ทางออกของปัญหานี้คือ เราต้องยกระดับให้เป็น สังคมอุตสาหกรรม หรือภาคบริการมากขึ้น โดยใช้แรงงานขั้นต่ำเป็นตัวผลักดันให้เกิดประสิทธิภาพการผลิตที่สูง จะทำให้การจ้างงานของเรามีประสิทธิภาพ สร้างรายได้ต่อหัวต่อคนให้เพิ่มขึ้นได้ และต้องยกระดับให้สังคมไทยเป็นสังคมของเทคโนโลยีในอนาคต ซึ่งที่ผ่านมาการลงทุนจากต่างประเทศที่เข้ามาประเทศไทย เพราะไทยมีจุดเด่น 3 ประการ ค่าแรงถูก ที่ดินถูก ค่าไฟถูก แต่ปัจจุบันไทยจะใช้จุดเด่นนี้ไม่ได้อีกต่อไป เราต้องหาจุดเด่นอื่นๆ เพื่อดึงดูดเม็ดเงินเข้ามาลงทุน