ผู้ประท้วงมีอาวุธเป็นสมาร์ทโฟน เฟซบุ๊ค และทวิตเตอร์ กลับสร้างความลำบากในการรับมือของตำรวจ
ตำรวจในหลายเมืองทั่วโลก อาจเคยรับมือกับผู้ประท้วงในหลากหลายรูปแบบ แต่การชุมนุมยุคใหม่ ที่ผู้ประท้วงมีอาวุธเป็นสมาร์ทโฟน เฟซบุ๊ค และทวิตเตอร์ กลับสร้างความลำบากในการรับมือของตำรวจ
ชัค เว็กซ์เลอร์ ประธานองค์กรวิจัยตำรวจ โพลิซ เอเซคิวทีฟ รีเสิร์ช ฟอรัม หรือ เพิร์ฟ ในกรุงวอชิงตันดีซี บอกว่า โซเชียลมีเดีย เป็นสิ่งที่ตำรวจรับมือได้ยาก ทั้งยังเป็นเครื่องมือที่สามารถทำลายความชอบธรรมของรัฐบาล หากสั่งสลายการชุมนุม ยิ่งไปกว่านั้น การใช้ความรุนแรงจะทำให้เกิดผลในทางตรงกันข้าม
การปะทะกันในฮ่องกง เมื่อวันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา ด้วยการยิงแก๊สน้ำตาใส่ผู้ชุมนุม ทำให้ตำรวจเรียนรู้ว่าการใช้ความรุนแรง ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา แต่กลับทำให้การชุมนุมขยายตัวมากขึ้น จึงได้ผ่อนคลายความตึงเครียดลง ด้วยการรื้อถอนสิ่งกีดขวางบนถนน และอนุญาตให้เข้าไปชุมนุมในศูนย์ราชการได้
ขณะที่ นายเหลียง ชุนอิง หัวหน้าคณะผู้บริหารฮ่องกง ออกมาชื่นชมการตัดสินใจของตำรวจว่า ดำเนินการได้อย่างเหมาะสมและมีความรับผิดชอบ
ส่วนอาจารย์จากมหาวิทยาลัยฮ่องกง 80 กลุ่ม ออกแถลงการณ์ให้ทุกฝ่ายอดทนอดกลั้น การสลายการชุมนุมจะทำให้สังคมยัดแย้งมากกว่าที่เป็นอยู่ และความเสียหายที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น จะยากแก่การเยียวยา
เรย์มอนด์ เคลลี่ อดีตอธิบดีกรมตำรวจนิวยอร์ก บอกว่า การปราบปรามผู้ชุมนุมในสหรัฐ ตำรวจจะเลือกใช้วิธีตามความรุนแรงของการประท้วง ซึ่งตำรวจผ่านประสบการณ์การประท้วงมาหลายรูปแบบ และพยายามเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต แต่เหตุประท้วงในเมืองเฟอร์กูสัน เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ที่ตำรวจยิงชายวัยรุ่นผิวดำคนหนึ่งเสียชีวิต เป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรง
เพิร์ฟ ได้ออกรายงานเมื่อปี 2554 โดยแนะนำว่า ตำรวจควรใช้เวลาวางแผนและฝึกฝน เพื่อรับมือการชุมนุม โดยการใช้กำลังจะเป็นทางเลือกสุดท้าย
คลาร์ก แมคเฟล จากมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ มองว่า ตำรวจมีวิธีจัดการกับผู้ประท้วงที่ไม่ต้องใช้ความรุนแรง อย่างเช่น การใช้เครื่องขยายเสียง หรือ การกระชับวงล้อมเพื่อกดดันฝูงชน ซึ่งสอดคล้องกับ ยูจีน โอดอนเนลล์ จากวิทยาลัยยุติธรรมอาชญกรรมจอห์น เจย์ ในนิวยอร์ก ที่บอกว่า ตำรวจต้องหลีกเลี่ยงความรุนแรง แต่ต้องปกป้องชีวิต และทรัพย์สินประชาชนไปพร้อมๆกัน การจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุม ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง อาทิ เวลา สถานที่ และผู้ชุมนุม
ตัวอย่างผลร้ายจากการใช้กำลังตอบโต้ผู้ชุมนุม เห็นได้จากหลายประเทศ เช่น การชุมนุมขับไล่ นายฮอสนี มูบารัก อดีตประธานาธิบดีอียิปต์ ในปี 2554 ที่การใช้กำลังบานปลาย จนเกิดความขัดแย้งไปทั่วประเทศ หรือแม้แต่การประท้วงการตัดสินใจของอดีตประธานาธิบดียานูโควิช แห่งยูเครน ที่ไม่ยอมลงนามข้อตกลงกับสหภาพยุโรปในปี 2556 ที่การสลายการชุมนุม จุดชนวนกลายเป็นการแบ่งแยกดินแดน
หรือแม้แต่ การชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย ที่จัตรุัสเทียนอันเหมิน ในกรุงปักกิ่งของจีน เมื่อปี 2532 ที่รัฐบาลสั่งสลายการชุมนุม จนกลายเป็นการนองเลือด ทำให้จีน ได้รับเสียงประณามจากนานาชาติ
ดาร์เรน สตีเฟนส์ ประธานสมาคมนายกเทศมนตรีนานาาชาติ บอกว่า การจัดการกับผู้ชุมนุมมีความแตกต่างกันในแต่ละประเทศ และจะเห็นได้ว่า ประเทศใหญ่ๆมักเลือกใช้ความรุนแรง





