เวียดนามเป็นผู้ส่งออกไม้รายใหญ่สุดอันดับ2ของโลก แต่ผู้บริโภคท้องถิ่นต่างพากันเมินต่อเฟอร์นิเจอร์ผลิตในประเทศ
แม้เวียดนามจะเป็นประเทศผู้ส่งออกไม้รายใหญ่สุดอันดับ 2 ของโลก แต่ผู้บริโภคท้องถิ่นต่างพากันเมินเฉยต่อเฟอร์นิเจอร์ที่ผลิตในประเทศ ที่นอกจากจะไม่ทันสมันแล้ว ยังราคาแพงด้วย
ตัวอย่างของเรื่องนี้ รวมถึง กรณีของหญิงสาวรายหนึ่งในนครโฮจิมินห์ ที่เธอบอกว่า เมื่อเทียบกันแล้ว สินค้าจากต่างประเทศ ทั้งจากจีน เกาหลี และมาเลเซีย มีราคาที่สามารถหาซื้อได้ง่ายกว่า ทั้งผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศเหล่านี้ก็มีความหลากหลาย ดีไซน์สะดุดตา และทันสมัย ต่างจากสินค้าท้องถิ่น ที่ราคาแพง และรูปแบบเหมือนกันไปหมด
ปัจจุบันเวียดนามมีธุรกิจในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ไม้อยู่ราว 4,000 ราย ในจำนวนนี้มีอยู่ 95% เป็นของเอกชน ซึ่งกิจการที่ขายสินค้าเฉพาะในประเทศนั้น มักจะเป็นธุรกิจที่มีขนาดเล็ก ถึงเล็กมาก ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจในครัวงเรือน หรือเป็นงานฝีมือของชาวบ้านตามหมู่บ้านหัตถกรรมต่างๆ ส่วนกิจการขนาดใหญ่ ซึ่งดีกว่าทั้งด้านเทคโนโลยี และเงินทุน จะมุ่งไปที่การส่งออก และเน้นลูกค้าต่างประเทศ เช่น สหรัฐและญี่ปุ่น
เวียดนามมีหมู่บ้านหัตถกรรมแปรรูปไม้กว่า 1,000 หมู่บ้านทั่วประเทศ แต่เพราะขาดระบบการกระจายสินค้าที่ดี ทำให้สินค้าผลิตในท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากหมู่บ้านเหล่านี้ ไม่ได้รับความนิยมในหมู่ผู้บริโภค
อธิบดีกรมอุตสาหกรรมเบา กระทรวงอุตสาหกรรม และการค้าเวียดนาม "นายฟาน ฉือ ดุ่ง" บอกว่า บริษัทข้ามชาติ และกิจการของชาวต่างชาติ ครองส่วนแบ่งในตลาดผลิตภัณฑ์ไม้ และเฟอร์นิเจอร์มากถึง 80% โดยบริษัทเวียดนามจำนวนมากขาดความสามารถทางการแข่งขัน เพราะขาดทั้งเงินทุน และดำเนินการผลิตแบบปริมาณน้อย ทั้งยังๆ ขาดความสามารถที่จะปรับเปลี่ยนสินค้า เพื่อรองรับรสนิยมของลูกค้า ได้อย่างรวดเร็ว
ยิ่งไปกว่านั้น วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตยังต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศอย่างมาก ทำให้ต้องขายสินค้าในราคาแพง ทั้งการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย และการออกแบบสินค้าก็ยังมีอยู่อย่างจำกัด
ผู้อำนวยการบริษัทโตน เทียน อัน อินทีเรีย "นายเหงียน ฮู ตวน" แนะนำว่า บริษัทต่างๆ ควรมีทีมงานออกแบบมืออาชีพ มีช่องทางกระจายสินค้า และเครื่องหมายการค้าที่จดจำได้ง่าย ซึ่งการครองตลาดท้องถิ่นได้นั้น มีข้อได้เปรียบมากมาย อาทิ ความต้องการและแผนการผลิตไม่เปลี่ยนแปลง บริษัทปรับเปลี่ยนตัวอย่างสินค้าและรูปแบบให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดได้
ขณะนักเศรษฐศาสตร์หลายคนแนะนำว่า รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งออกนโยบายสนับสนุนธุรกิจ เช่น การให้สิทธิพิเศษทางภาษีเพื่อส่งเสริมการลงุทน และนโยบายให้สินเชื่อพิเศษ รวมทั้งสร้างกลุ่มอุตสาหกรรมแปรรูปไม้ และเชื่อมโยงธุรกิจเวียดนามกับธุรกิจต่างชาติ เพื่อเพิ่มความรู้จากผู้ผลิตที่มีประสบการณ์มากกว่า





