ฮู ห่วงวัยรุ่นฆ่าตัวตายพุ่ง แนะเพิ่มการศึกษาป้องกัน ติงสื่อเสนอข่าวเกินเลยยกกรณี"โรบิน วิลเลียมส์"เป็นตัวอย่าง
ฮู เผย 1 ปีทั่วโลกมีคนฆ่าตัวตายกว่า 8 แสนคน เรียกร้องทุกประเทศดูแลกลุ่มเสี่ยง หวังลดอัตราฆ่าตัวลง 10 เปอร์เซ็นต์ในอีก 6 ปี ด้านไทย สธ.เผยสถิติฆ่าตัวตายทุก 2 ชั่วโมง พบอายุกลุ่มเสี่ยงอยู่ที่ 44 ปี ขณะที่ตำรวจมีแนวโน้มคิดสั้นมากกว่าคนทั่วไป 2-3 เท่า เหตุงานเครียด-มีปืน
วานนี้ (10 ก.ย.) เป็น วันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก ตามประกาศของ องค์การอนามัยโลก (ฮู) ซึ่งในปีนี้ ฮูวิจัยข้อมูลการฆ่าตัวตายทั่วโลกช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สรุปทั่วโลกมีคนฆ่าตัวตายราว 8 แสนคนทุกปี และการฆ่าตัวตายถือเป็นสาเหตุการตายอันดับ 2 ในกลุ่มวัยรุ่นอายุ 15-29 ปี
ส่วนผู้ที่สูงวัยที่ฆ่าตัวตายส่วนใหญ่จะมีอายุมากกว่า 70 ปี นอกจากนี้ยังพบว่า 3 ใน 4 ของผู้ฆ่าตัวตายอยู่ในประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง
ขณะที่ประเทศร่ำรวย ผู้ชายจะฆ่าตัวตายสูงกว่าผู้หญิง 3 เท่า
ฮู จึงพยายามที่จะลดอัตราการฆ่าตัวตายลงอย่างน้อย 10 เปอร์เซ็นต์ในปี 2563 ซึ่งปัจจุบันนี้มีเพียง 28 ประเทศเท่านั้นที่มีมาตรการในการป้องกันการฆ่าตัวตาย ทั้งนี้ ฮู เห็นว่า สิ่งที่จำเป็นต่อการป้องกันคือการให้การศึกษาเพิ่มขึ้นภายในโรงเรียน
ดร.มาร์กาเร็ต ชาน ผู้อำนวยการฮู บอกว่า รายงานฉบับนี้มีขึ้นเพื่อต้องการเรียกร้องให้มีมาตรการที่เป็นรูปธรรมในการรับรู้ และเข้าใจถึงปัญหาสุขภาพของประชาชนทั่วๆ ไป หลังจากที่เป็นปัญหาเรื้อรังมานาน
เขาบอกว่า สภาพสังคมที่กดดันในปัจจุบัน เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ก่อให้เกิดความผิดปกติทางจิตใจ และส่งผลให้บางคน เลือกไม่รับความช่วยเหลือจากคนอื่น แต่เลือกทางออกด้วยการฆ่าตัวตายแทน
นอกจากนี้ ฮู ได้โจมตีการรายงานข่าวของสื่อกรณีฆ่าตัวตาย โดยยกตัวอย่างกรณีการเสียชีวิตของโรบิน วิลเลียมส์ นักแสดงตลกชื่อดัง ที่มีการเปิดเผยถึงข้อมูลต่างๆ ของเขามากจนเกินไป พร้อมเรียกร้องให้ทุกประเทศ ร่วมกันป้องกันการฆ่าตัวตายในคนกลุ่มเสี่ยง
ด้านข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขของไทย นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวเมื่อวานนี้ (10 ก.ย.) ว่า จากสถิติปี 2556 พบว่า คนไทยฆ่าตัวตายทุก 2 ชั่วโมง หรือ 3,900 คน
โดยภาคเหนือ ที่ จ.ลำพูน พบว่ามีจำนวนมากที่สุด ขณะที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีอัตราการฆ่าตัวตายต่ำที่สุด สำหรับช่วงอายุของประชากรที่เสี่ยงฆ่าตัวตายมากที่สุดอยู่ที่ 44 ปี
ส่วนสาเหตุการฆ่าตัวตายหลักมาจากความเปลี่ยนแปลงทางสังคม ทำให้เกิดความรู้สึกแปลกแยก ไม่มีการสื่อสารกับคนรอบข้าง โดยเฉพาะคนในครอบครัว ทำให้ขาดความอบอุ่น รองลงมาคือ ปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้า ปัญหาหนี้สินจากการพนัน และโรคเรื้อรังรุมเร้า
ด้าน นพ.สุรกิจ ยศพล รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลมหาสารคาม กล่าวว่า พฤติกรรมเสี่ยงฆ่าตัวตาย บางรายอาจแสดงออกแต่บางรายนิ่งเงียบ เซื่องซึม ไม่พูดคุย หรือมีพฤติกรรมแปลกไปจากเดิมนั่นเป็นสัญญาณอันตราย
ดังนั้นหากคนใกล้ตัวมีพฤติกรรมดังกล่าวไม่ควรนิ่งนอนใจ ต้องรีบเข้าไปดูแลใกล้ชิดและช่วยคลายความเครียด อย่างไรก็ดีหากมีปัญหาจนไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ก็สามารถขอคำปรึกษาจากแพทย์ได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีอีกอาชีพหนึ่งที่มีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย นั่นคือ ตำรวจ ซึ่ง พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รรท.ผบ.ตร.) ได้ให้ สำนักงานกำลังพล โรงพยาบาลตำรวจ และสำนักยุทธศาสตร์ตำรวจ ทำการวิจัยหาสาเหตุที่เกิดขึ้น หลังพบข่าวตำรวจฆ่าตัวตายบ่อยครั้ง
ขณะนี้ได้วิจัยไปส่วนหนึ่งแล้ว โดยตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง 5-10 ปี ผลวิจัยส่วนหนึ่งพบว่า การฆ่าตัวตายของตำรวจเกิดขึ้นสูงกว่าคนทั่วไป 2-3 เท่า
โดยสาเหตุที่พบคือ ความเครียดจากการปฏิบัติหน้าที่หนักกว่าอาชีพอื่น และการเผชิญปัญหาเฉพาะหน้าบ่อยครั้ง รองลงมาคือ ปัญหาสุขภาพ หนี้สิน และปัญหาครอบครัว
ที่สำคัญตำรวจจะมีอาวุธอยู่ใกล้ตัวก็จะทำให้การฆ่าตัวตายไม่ยาก อย่างไรก็ดีคณะทำงานกำลังขยายผลการศึกษาและรายละเอียดให้ครอบคลุมเพื่อจะได้แก้ไขให้ถูกทิศทางต่อไป





