"ยูนิเซฟ"เร่งดำเนินความพยายามที่จะป้องกันไม่ให้ระบบสาธารณสุขพื้นฐาน ของประเทศที่มีการแพร่ระบาด
ที่ปรึกษาด้านสาธารณสุขฉุกเฉินของยูนิเซฟ "นางฮีทเธอร์ ปาโปวิทซ์ " ระบุว่า ประเทศที่เกิดการระบาดของอีโบลา มีระบบสาธารณสุขที่ย่ำแย่อยู่แล้ว และปกติเด็กๆ ก็มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตด้วยโรคทั่วไป ขณะที่ผู้หญิงก็เข้าไปถึงบริการทางแพทย์ เมื่อต้องคลอดบุตร ซึ่งการแพร่ระบาดของอีโบลา จะยิ่งทำให้ระบบสาธารณสุขของประเทศเหล่านี้ ตกอยู่ในสภาวะอ่อนแอมากขึ้น และอาจทำให้มีจำนวนผู้ป่วย และเสียชีวิต ด้วยโรคธรรมดาทั่วไปเพิ่มมากขึ้น
ในความพยายามที่จะรับมือกับเรื่องนี้ ยูนิเซฟได้เร่งจัดส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ รวมถึง ความช่วยเหลือทางการแพทย์ และสิ่งของบรรเทาทุกข์ฉุกเฉิน รวมถึง สารคลอรีนจำนวน 27 ตัน และถุงมือยาง 450,000 คู่ ให้กับไลบีเรีย หนึ่งในประเทศที่เกิดการระบาดของอีโบลาอย่างหนัก
ยูนิเซฟ และบรรดาพันธมิตร ยังได้แจกจ่ายสบู่ราว 2 ล้านก้อน และน้ำยาคลอรีนอีกมากกว่า 600,000 ขวดให้กับประชาชนทั่วไป สถานีอนามัย และโรงเรียน ทั้งในไลบีเรีย และกินี ซึ่งนางปาโปวิทซ์
ระบุว่า ความพยายามในระยะยาว คือ การสร้างระบบสาธารณสุขเหล่านี้ ให้แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม เพื่อที่หากเกิดการระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลา หรือโรคอื่นๆ ขึ้นในอนาคต ก็จะสามารถรับมือ และจัดการได้ดีขึ้นกว่าเดิม





