วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

มาเลเซียไม่เลือกข้างสหรัฐ-จีน

"นาจิบ ราซัก"แสดงปาฐกถากับผู้นำนักศึกษาให้นำความรู้และประสบการณ์มาใช้กำหนดอนาคตของชาติ ไม่เลือกข้างสหรัฐ-จ

นายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัก แสดงปาฐกถากับผู้นำนักศึกษา ให้นำความรู้และประสบการณ์มาใช้กำหนดอนาคตของชาติ พร้อมตอบคำถามนักศึกษาเรื่องนโยบายต่างประเทศมาเลเซียที่ไม่เลือกข้างสหรัฐหรือจีน

นายนาจิบ แสดงปาฐกถาระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำนักศึกษามาเลเซีย ประจำปี 2557 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยก่อนเริ่มงานผู้นำมาเลเซียได้หวนรำลึกถึงคืนวันเก่า ๆ ที่เขาเคยศึกษาในต่างประเทศ จนกลายมาเป็นเอกอัครราชทูตของมาเลเซีย ซึ่งต้องตอบคำถามเกี่ยวกับประเทศ วัฒนธรรม และประชาชนมาเลเซีย

นายกรัฐมนตรีมาเลเซียกล่าวว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมาจากสิ่งที่เขาได้เรียนรู้อย่างลึกซึ้งถึงความแตกต่างด้านวัฒนธรรม มุมมอง และวิถีปฏิบัติ ซึ่งเขาได้นำความรู้ที่ดีที่สุดเหล่านั้นติดตัวกลับมาบ้าน และมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง และในการประกอบอาชีพ ทั้งยังหวังว่าเหล่านักศึกษาคงจะทำแบบเดียวกัน เพราะความรู้และประสบการณ์ที่นักศึกษานำกลับมาใช้ จะช่วยกำหนดอนาคตให้กับมาเลเซีย

ระหว่างนั้นตัวแทนนักศึกษาคนหนึ่งตั้งคำถามว่า มาเลเซียควรจะเลือกใครระหว่างสหรัฐกับจีน นายนาจิบกล่าวว่า นโยบายต่างประเทศของมาเลเซียตั้งอยู่บนหลักการ สนับสนุนสิ่งที่ถูกต้อง จึงไม่จำเป็นต้องเลือกข้างระหว่างสหรัฐกับจีน เรื่องนี้ไม่ง่ายเหมือนเลือกทีมฟุตบอล มาเลเซียไม่สามารถตัดสินใจเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้

นายนาจิบให้เหตุผลว่า ทั้งสหรัฐและจีนต่างเป็นประเทศที่แข็งแกร่งด้วยกันทั้งคู่ สหรัฐแข็งแกร่งในแง่ของการเป็นตลาดใหญ่ มีเทคโนโลยี นวัตกรรม และสถาบันการศึกษาที่ดีที่สุดของโลก ทั้งยังเป็นมหาอำนาจ ส่วนจีนก็เป็นส่วนหนึ่งของเอเชีย เป็นคู่ค้ารายใหญ่สุดของมาเลเซียมีมูลค่าการค้าระหว่างกันถึง 100,000 ล้านดอลลาร์ ที่มาเลเซียจะผลักดันการค้าให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 160,000 ล้านดอลลาร์ภายในห้าปี ด้วยเหตุนี้มาเลเซียจึงไม่จำเป็นต้องเผชิญหน้ากับสหรัฐและจีน

นอกจากนี้ ผู้นำมาเลเซียยังกล่าวเพิ่มเติมว่า มาเลเซียมีนโยบายต่างประเทศที่เป็นอิสระอย่างยิ่ง โดยยกตัวอย่างว่า ถ้ามาเลเซียเกรงใจสหรัฐ เขาคงไม่ไปทำข้อตกลงกับนายอเล็กซานเดอร์ โบโรได หัวหน้ากองกำลังแบ่งแยกดินแดนเพื่อขอร่างผู้เสียชีวิตจากเครื่องบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส เที่ยวบินเอ็มเอช 17 ออกจากพื้นที่เกิดเหตุทางภาคตะวันออกของยูเครนได้ และคงไม่ไปเยือนกาซาเพื่อพบกับหัวหน้ากลุ่มฮามาส สิ่งเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่านโยบายต่างประเทศของมาเลเซียยืนอยู่บนหลักการ พร้อมทั้งปฏิบัติได้ด้วย ซึ่งนโยบายเช่นนี้จะให้ประโยชน์มากและส่งผลในเชิงบวกตามมา

สำหรับภาษีสินค้าและบริการ หรือจีเอสที ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในเดือนเมษายนปี 2558 นายนาจิบกล่าวว่า เขารู้ดีว่าเป็นเรื่องปกติที่ประชาชนบางส่วนไม่เห็นด้วยกับนโยบายนี้ พร้อมกล่าวว่า ตั้งแต่รัฐบาลเริ่มโครงการปฏิรูปเศรษฐกิจ เศรษฐกิจของประเทศที่แข็งแกร่งอยู่แล้วยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้น รายได้ภาคครัวเรือนสูงขึ้นกว่าในปี 2552 ถึง 24% การขาดดุลงบประมาณลดลง ขณะนี้เหลือเพียง 3.9% ต่ำกว่าเป้าที่กำหนด ซึ่งมาเลเซียพยายามทำงบประมาณสมดุลให้ได้ภายในปี 2563

เนื่องในโอกาสที่มาเลเซียจะเป็นประธานอาเซียนในปี 2558 นายนาจิบกล่าวว่า มาเลเซียต้องการคนที่มีความสามารถและไม่หยุดนิ่งเพื่อรับมือกับความท้าทายนี้ หลังจากเตรียมการในเรื่องนี้มาแล้ว เขาอยากกระตุ้นให้เยาวชนได้มองหาโอกาสที่จะนำพาภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย เพื่อแสดงให้โลกเห็นว่า มาเลเซียไม่เพียงแค่เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ จากโลก แต่ยังมีความพร้อมที่จะเดินหน้าเป็นผู้นำโลกด้วย